ธรรมะเปรียบเหมือนดวงประทีป

          วันนี้จะเทศนาหัวข้อเรื่อง ธมฺโม ปทีโป วิยตสฺสสตฺถุโน แปลความว่า ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนดวงประทีป ส่องสว่างนำทางคนให้ดำเนินไปในทางที่ดี

          ก่อนที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ พระองค์ทรงเสาะแสวงหาวิโมกข์ธรรมอยู่ถึง ๖ พรรษา จึงทรงรู้จักว่า อันนี้ถูก อันนี้ผิด เรียกว่าได้ตรัสร้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ทรงนำธรรมะนั้นมาสั่งสอนพวกเราพุทธบริษัท ให้เข้าใจลึกซึ่งถึงธรรมะที่แท้จริง ธรรมะนั้นจึงได้ชื่อว่า ธมฺโม ปทีโป วิยตสฺสสตฺถุโน คำสอนของพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนแสงประทีป ส่องทางให้พุทธบริษัทดำเนินไปสู่ทางดี สุคติ

          ที่ท่านอุปมาเปรียบเทียบ ธรรมะเหมือนกับดวงประทีป ก็คือ ตามธรรมดาแล้วประทีปเขาจุดกลางคืน เพื่อส่องทางให้คนเห็นสว่าง แต่แท้ที่จริงแล้ว ธรรมะยังดีกว่าประทีปนั้นเสียอีก และยังดีกว่าพระอาทิตย์หรือพระจันทร์เสียด้วย คือว่า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ แล้วนำเอาธรรมะมาสอนพวกเราจนถึงปัจจุบันนี้ นับได้สองพันกว่าปี ประทีปดวงใหญ่นี้ คือ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่เคยดับสักทีจนป่านนี้

            ส่วนประทีปนั้นได้ ไฟฟ้าหรือตะเกียงก็ดบได้หมด พระอาทิตย์และพระจันทร์ก็ยังมีเวลาดับเวลาสว่าง ได้แก่ เดือนดับเดือนเพ็ญ พระอาทิตย์ก็เช่นเดียวกัน มีเวลากลางวันและกลางคืน และสิ่งเหล่านี้สว่างก็จริงแล จะเห็นได้ก็ด้วยคนมีตาดี คือตาใสสว่างอยู่จึงค่อยมองเห็นได้

          ส่วน ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นส่องสว่างอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่า กลางวัน ไม่ว่ากลางคืน สำหรับผู้ที่มีจิตใจใสสะอาด บริสุทธิ์ เรียกว่า คนมีตาดี ธรรมะส่องสว่างให้เห็นทั่วหมด คือ เห็นรูป เห็นนามตามความเป็นจริง เห็นความเกิดความดับ คนเรามีตาดี มีแสงประทีป แสงพระอาทิตย์ แสงพระจันทร์ส่องสักเท่าใด ก็ไม่ค่อยเห็นความเกิด ความดับ เกิดมาตั้ง ๔๐- ๕๐-๖๐-๗๐ ปี มันก็ไม่เห็น

          ส่วนธรรมะของพระพุทธเจ้า ส่องให้เห็นความเกิด ความดับ ความสูญสิ้นไปของสังขารร่างกายชัดทีเดียว นั่นจึงว่า ธรรมะ เป็นของวิเศษดียิ่งกว่าพระอาทิตย์พระจันทร์ หรือดีกว่าแสงประทีป แสงสว่างอื่น ๆ ทั้งหลาย

            พระพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ว่า นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา แปลว่า แสงสว่างอะไร ๆ เสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญานั้นเรียกได้ว่า แสงสว่างอย่างยิ่ง ธรรมะส่องเข้าไปถึงภายในใจ ที่มันมืด มันหนา ที่มีกิเลสทับถมอยู่ภายในใจ ส่องจนกระทั่งทะลุปรุโปร่งหมดสิ้น แม้แต่นามธรรมที่มองไม่เห็นด้วยตา ก็สามารถกระชากออกมาชำระให้หมดสิ้นได้

            อนึ่ง ธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วนั้น พระองค์ทรงนำมาเผยแก่พุทธบริษัทเพียงน้อยนิด ที่ยังไม่ได้นำมาเปิดเผยนั้นมากกว่ามาก เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปสู่ป่า แล้วทรงหยิบใบไม้ขึ้นมากำมือหนึ่ง ทรงอุปมาว่า “ใบไม้ในมือของเรา ตถาคตนี้ กับใบไม้ในป่า อะไรจะมากกว่ากัน” พระสงฆ์ทูลตอบว่า “ใบไม้ในป่ามากกว่าพระเจ้าข้า” พระองค์ตรัสว่า “ฉันใดธรรมะที่เราได้ตรัสร็แล้วก็มีมากเหมือนใบไม้ในป่า ส่วนที่เราเอาออกมาเทศนาให้พุทธบริษัทฟังนี้ น้อยนิดเดียว เหมือนใบไม้ในมือเราฉะนั้น”

          ธรรมะ  ที่พระองค์ทรงนำมาสั่งสอนพุทธบริษัท ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมอันใสสะอาด ส่องทางให้เห็นทางพ้นทุกข์ทั้งนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเหมือนดวงประทีป ส่องทางให้คนเห็นความผิด ความถูกของตน แล้วจะได้แก้ไขตนให้ถูกทางต่อไป ธรรมะที่พระองค์ทรงสอนนั้น จะมีมากสักเท่าใดก็ตาม เมื่อสรุปลงแล้ว ธรรมที่จะพ้นทุกข์ได้ก็มีเพียง ๔ ประการเท่านั้นคือ

          ๑) ทุกข์

          ๒) สมุทัย

          ๓) นิโรธ

          ๔) มรรค

                ทุกข์  พระองค์ทรงสั่งสอนธรรม อันเป็นผลที่เกิดจากเหตุ เห็นได้ด้วยญาณทัสสนะ อันมีทั้งความรู้ชัดด้วยใจของตนเอง และเห็นด้วยตาภายนอกชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่มีอะไรมาปกปิดกำบัง มี ชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ พยาธิ ความเจ็บไข้เสียดแทง มรณะ ความตาย  โสกะ ความเศร้าโศก  
ปริเวทะ ความร่ำไรรำพัน ทุกขโทมนัส ความทุกข์ใจ อุปายาสะ ความคับแค้นใจ เป็นต้น พร้อมด้วย ปัจจัยอันเป็นเหตุให้ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เกิดเกิด ได้แก่ มีความทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุด

          เมื่อผู้มาเห็นโทษเหล่านี้แล้ว ก็ดับ ความอยาก ด้วย มัคคสมังคี คือ ความเห็นชอบ ประกอบด้วยกาย วาจา จิต ไม่มีมิจฉาทิฏฐิอีกต่อไป อันนี้เรียกว่า ธรรมที่พระองค์ทรงนำมาเปิดเผยให้พุทธบริษัทได้รู้ได้เห็นแล้ว แต่ถึงกระนั้น ก็น้อยนักน้อยหน้าที่จะมีผู้รู้ตาม เห็นตามอย่างพระองค์

          ธรรมะที่พระองค์ยังไม่ได้เปิดเผยนั้น มีมากมายเหลือคณานับ  นับแต่พระองค์ตรัสรู้มาได้ ๔๕ ปี ทรงกระทำ พุทธกิจ วันหนึ่งเป็นเวลา ๔ ครั้ง มิได้ขาด คือ

          ตอนเย็น                ทรงเทศนาให้พุทธบริษัทฆราวาสฟัง

          ตอนหัวค่ำ           ทรงเทศนาให้บริษัทบรรพชิตฟัง

          ตอนกลางคืน       ทรงแก้ปัญหาเทวดา

          จวนสว่าง            ทรงพิจารณาตรวจดูสัตว์โลก

          เมื่อทรงเห็นว่าผู้ใดสมควรที่จะได้มรรคผลนิพพาน ตอนเช้าก็เสด็จไปบิณฑบาต และทรงเทศนาโปรด นับว่าพระองค์ทรงเปิดเผยธรรมแก่พุทธบริษัทมากพอสมควร แม้วันจะเสด็จปรินิพพาน ก็ยังทรงเทศนาสั่งสอนสุภัททภิกษุอีกด้วย จะหาศาสดาใดเสมอเหมือนพระองค์นี้ ไม่มีอีกแล้ว

          ที่พระองค์ทรงเปรียบอุปมาไว้ว่า ธรรมะที่พระองค์ทรงนำมาสอนพุทธบริษัทมีนิดเดียว เปรียบเหมือนใบไม้ที่มีอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ ธรรมที่พระองค์ไม่ได้นำมาสอนเหมือนใบไม้ในป่าฉะนั้น นั่นแสดงถึง ความองอาจกล้าหาญของพระองค์ว่า พระองค์ทรงมี เวสารัชญาณ เต็มที่

 

(เวสารัชชญาณ คือ พระปรีชาญาณอันทำให้พระพุทธเจ้าทรงมีความแกล้วกล้าไม่ครั่นคร้าม ด้วยไม่ทรงเห็นว่าจะมีใครท้วงพระองค์ได้โดยชอบธรรม ในฐานะทั้ง ๔ คือ ๑.ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ ท่านยังไม่รู้แล้ว ๒.ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ อาสวะนี้ของท่านยังไม่สิ้นแล้ว ๓.ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าทำอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง ๔.ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบได้จริง)

          พุทธบริษัทไม่พึงน้อยใจ ที่เราไม่มี เวสารัชญาณ อย่างพระองค์ เพราะหลัก ๔ ประการอันเป็นเหตุที่จะได้ตรัสรู้ พระองค์ก็ได้ทรงแสดงเปิดเผยไว้ให้พวกเราแล้ว เหมือนกับบิดามารดาผู้เอ็นดูในบุตรธิดา สอนวิชาชีพให้แก่บุตรธิดาด้วยหลักวิชา ๔ ประการ เป็นเบื้องต้น ส่วนปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ ล้วนแต่รวมอยู่ในปัจจัยสี่ทั้งสิ้น

          ทีนี้เราพุทธบริษัท ควรจะเคารพอะไรให้เป็นหลักของใจ จึงจะได้ชื่อว่า ยึดถือหลักของพุทธศาสนาเป็นเครื่องดำเนินในชีวิตประจำวันของเรา

          เบื้อต้น เราต้อง เชื่อกรรม เชื่อผลขอกรรม เราได้ทำอะไรไว้ด้วย กาย วาจา และใจ ในที่ใด ๆ มากหรือน้อยไว้แล้ว ผลของกรรมนั้นต้องตกมาเป็นของเราอย่างแน่นอน ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง คนอื่นจะมารับแทนไม่ได้ เมื่อเชื่อเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นไม่สามารถจะกระทำกรรมอันเป็นแบบได้เด็ดขาด จะทำแต่กรรมที่เป็นบุญเป็นกุศลตลอดเวลา ได้ชื่อว่า ถือธรรมเป็นที่พึ่ง

            ธรรม คืออะไร ? ธรรมที่พุทธเจ้าทรงนำมาแสดงนั้น คือ สภาพของจริง สภาพของแท้อันไม่แปรผัน สภาพเป็นอย่างไร ก็เป็นจริงอย่างนั้น พระองค์ทรงรู้แจ้งจริงอย่างนั้น จึงทรงนำเอาของจริงนั้น มาสอนแก่เราพุทธบริษัททั้งหลาย

          ถึงแม้พระองค์จะไม่ได้ทรงแสดงธรรม ธรรมก็มีอยู่แล้ว เช่น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทั้ง ๔ อย่างนี้ก็มีอยู่ในมนุษย์คนเรานี่เอง  ถ้าคนไม่มีจะมี ทุกข์ มาจากไหน สมุทัย ต้นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็เกิดจากคนนี่แหละ นิโรธ คือความดับทุกข์ ก็คนเรานั่นแหละดับ ไม่ใช่ทุกข์มันดับเอง มรรค หนทางให้ถึงความดับทุกข์ก็คนเราอีกนั่นแหละทำทางให้ถึงความดับทุกข์ ครั้งไม่มีคน ก็ไม่มีอริยสัจ ๔

          ธรรมเป็นของมีอยู่แต่ไหนแต่ไรมา เรียกว่า สภาวธรรม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ทรงรู้ธรรมนั่นเอง ไม่ได้เอามาจากที่ไหน ธรรมเป็นของมีอยู่ประจำโลกทั้งนั้น ทุกข์ ก็มีอยู่แล้ว สมุทัย ก็มีอยู่แล้ว นิโรธ มรรค มีอยู่แล้วทั้งนั้น แต่คนทั้งหลายไม่เห็น พระองค์ตรัสรู้แล้วทรงเห็นแล้ว จึงทรงนำเอามาแสดงชี้แจให้คนฟัง คนเราจึงรู้ตามเห็นตาม การรู้ตามเห็นตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน จึงเรียกพระพุทธเจ้าว่า พระศาสดา ผู้เป็นบรมครูทรงสั่งสอนชาวโลก

          คำสอนนั้นเรียกว่า ศาสนา หรือจะเรียกให้เต็มศัพท์ว่า คำสอนของพระโคดมบรมครู เมื่อก่อนที่พระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ พระธรรมนั้นเปรียบเสมือนกับทรัพย์ที่ยังฝังอยู่ในดิน เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว เปรียบเหมือนกับพระองค์ได้ทรงค้นเอาทรัพย์นั้น มาเป็นส่วนของพระองค์

          ธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบนั้นเป็นเวลานานถึง ๖ ปี ด้วยพระอุตสาหะวิริยะพากเพียร โดยไม่มีครูอาจารย์สอนเลย จึงได้ทรงพบเห็นธรรมอันลึกซึ้งสุขุม เป็นอัศจรรย์อย่างยิ่ง ภายหลังเมื่อพระองค์มาทรงระลึกถึงธรรม ที่พระองค์ได้ทรงพบแล้วนั้น ว่าเป็นของเลิศล้ำวิเศษดียิ่งกว่ามนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม มาร ยักษ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้น พระองค์จึงทรงเทิดทูนพระธรรมเหนือสิ่งทั้งปวง

            ความนี้พวกเราจะเคารพอะไร อันสิ่งใดที่เราปฏิบัติรู้แล้ว เห็นแล้วแน่ชัด เห็นประจักษ์ขึ้นมาในใจ เช่น ทาน พิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์ทั้งตนและคนอื่น ศีล ก็เป็นคุณประโยชน์แก่ตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาธิ ก็เป็นคุณประโยชน์แก่ตนอย่างยิ่ง อันนั้นเรียกว่า ธรรมะเกิดขึ้นในดวงใจของเรา เราควรเคารพธรรมอันนั้น เราควรยึดถือธรรมอันนั้น เราควรยึดมั่นธรรมอันนั้นไว้ตลอดชีวิตเลย

          ถ้าทำอย่างนั้นได้ ชีวิตของเราก็เป็นของมีค่า ไม่ใช่รู้ประเดี๋ยวประด๋าวแล้วเราก็ทิ้งเสีย อย่างนั้นเราไม่รักธรรม ธรรมเลยไม่อยู่กับเรา ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้สูงสุดยิ่งกว่าสาวกทั้งปวง พระองค์ยังทรงหาที่เคารพ ทรงหาที่ไหนไม่พบ ไม่มีใครที่ไหนแล้วที่พระองค์ควรเคารพ มีแต่พระสัจธรรมเท่านั้นแหละ จึงทรงเคารพพระสัจธรรม

          ถ้าหากว่ามนุษย์เราไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ธรรมอันนี้ก็ไม่มีอยู่ในโลกนี้เสียแล้ว ทั้งที่มีของอยู่แล้ว แต่มนุษย์ของเราก็หาที่พึ่งไม่ได้ หาธรรมะไม่ได้ หาอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ท่านจึงเรียกว่า ธรรมเป็นของเก่า เพราะบุญบาปเหล่านี้ แต่ไหนแต่ไรมันหากมีมาแต่เดิม ไม่มีใครตกแต่งขึ้น  คนผู้กระทำบาปและบุญก็เอาของเก่าคือ กาย วาจา และใจนี้ มาฟื้นฟูเอาบาปและบุญของเก่า ผู้กระทำเอามากระทำใหม่ จึงเรียกว่าของใหม่ คือ ผู้กระทำมาทำใหม่นั่นเอง แท้จริงแล้วก็ของเก่านั่นแหละ

          พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเอาธรรมของใหม่มาจากไหน ธรรมเป็นอยู่แต่เดิม แต่พระองค์ทรงค้นคว้าพบของเดิม จึงเรียกว่าได้ตรัสรู้ และเมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพาน ก็ไม่ได้เอาธรรมนั้นไปด้วย ธรรมทิ้งอยู่ในโลกนี้แหละ เมื่อพระพุทธเจ้าองค์มามาอุบัติขึ้นในโลกนี้ ก็เช่นเดียวกัน

          วันนี้อธิบายให้ฟังเพียงแค่นี้ เอวํฯ

 

นั่งสมาธิ

(พระอาจารย์อบรมนำก่อน)

          พากันนั่งกัมมัฏฐานหาธรรมของเก่ากัน ไม่ต้องเอาที่อื่น เอาธรรมะของเก่านั้นแหละ ของที่มีอยู่เดิม คือพิจารณาที่กายของเรานี่แหละ เมื่อไร ๆ ก็พิจารณากายนี่ทั้งนั้น เพราะกายเป็นที่ตั้งของกองทุกข์ เป็นที่ตั้งของอุปาทาน กายนี้ถ้าหากเห็นชัดตามเป็นจริงแล้ว มันวางถอนจากทุกข์ได้ นั่นจึงเป็นทางออกจากทุกข์

          เพราะมีกายอันเดียวนี่จึงเป็นทุกข์ ผู้ยึดถือกายนี้จึงค่อยเป็นทุกข์ อันนี้เป็นของเก่า พิจารณาซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่แล้วสักที ตั้งแต่เกิดจนวันตายพิจารณาไม่จบไม่สิ้น การเห็นของเก่าเป็นของไม่จืดจางสักที มันชัดเจนลงไปตามความเป็นจริง เห็นตามเป็นจริงยิ่งซาบซึ้งในใจ

          ก่อนที่จะเห็นตามเป็นจริง จิตต้องนิ่งเป็นหนึ่งเสียก่อน ถ้าจิตไม่นิ่งเป็นหนึ่งเสียก่อน จะไม่เห็นตามเป็นจริง เพราะจิตกระสับกระส่าย จึงเป็นอุปสรรคของความเห็นตามเป็นจริง

          ธรรมดา จิต มันมีอาการจึงเรียกว่า จิต มันนิ่งไม่ได้ จิตที่ไม่นิ่ง แส่ส่ายสารพัดปรุงแต่งไปตามอาการภายนอก แต่ถ้าหากผู้มีแยบคายอยู่ภายในใจ แม้จะปรุงแต่งออกไปพิจารณาตามเรื่องตามราว แต่ว่า จิต มันตั้งมั่นอยู่ในเฉพาะสิ่งเดียว มันก็มีเวลารวมได้เหมือนกัน

          ถ้าจิตคิดนึกส่งส่ายตามอาการต่าง ๆ ภายนอก ไม่มีหลักมันก็รวมไม่ได้ ก็เตลิดเปิดเปิงไปภายนอกหมด ธรรมดาของจิตมันต้องเป็นแบบนั้น

          พุทธศาสนาสอนให้เข้ามาถึงจิต จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน จึงสอนเข้ามาถึงจิต สิ่งทั้งหลายทั้งปวงหมด ที่วุ่นวายส่งส่ายนั้น มันออกไปจากจิตตัวเดียว แล้วก็สอนให้รวมเข้ามาที่จิตอันเดียว หยุดนิ่งไม่คิดไม่นึกไม่ปรุงไม่แต่ง เลยรวมเป็นใจ

          ครั้งรวมเป็น ใจ แล้ว ทีนี้จะให้คิดก็ได้ ไม่ให้คิดก็ได้ แม้จะคิดก็อยู่ในขอบเขต คิดเสร็จแล้ว เดี๋ยวก็เข้ามารวมเป็นจริง จะคิดปรุงแต่งอะไรสารพัดทุกอย่าง ก็รู้จักอยู่ว่ามันออกไปจากใจ เมื่อคิดไปจนหมดเรื่องนั้น ก็กลับเข้ามาเป็นใจอีก

          จิตกับใจ มันคนละอันกันอย่างนี้ ใช้การคนละอย่างกัน จิตเป็นผู้คิดผู้นึก ใจไม่คิดนึกอยู่เฉย ๆ แต่มีความรู้สึกอยู่ เมื่อสติควบคุมจิตให้อยู่ในขอบเขตแล้ว มันก็รวมเข้ามาเป็นหนึ่ง เข้ามาเป็นใจ จิตกับใจมันต่างกันอย่างนี้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ท่านก็พูดว่า จิตอันใด ใจอันนั้น ใจอันใด จิตอันนั้น

          คนเราในโลกนี้ที่มี จิต ไม่มี ใจ ไม่มีหรอก มันต้องมีทุกคนนั่นแหละ แต่ว่าคนไม่เห็นจิต ไม่เห็นใจ ของตนนั่นซี มันลำบากตรงนี้ เลยไม่รู้จักว่า มันคิดนึกไปไหน ไม่มีสถานีจอดตรงไหน ดังนั้นมันจึงยุ่งยากวุ่นวาย เดือดร้อน

          ครั้นเห็น จิต เห็น ใจ ของตนเองแล้ว มันจึงค่อยสงบลงไป ผลที่สุดก็สงบนิ่งเป็น ใจ อันเดียวเรียกว่า เอกัคตารมณ์ เอกัคตารมณ์ ใจยังไม่มั่นคงแท้ ต้องถึง อัปนาสมาธิ เสียก่อน จึงจะเรียกว่า ใจแท้ ท่านแยกเรื่อง จิต เรื่อง ใจ ไว้หลายอย่างตามอาการต่าง ๆ เรียกชื่อต่าง ๆ กันไป แต่ก็พูดเรื่องของใจ อันเดียวนี้เท่านั้น

          เหตุนั้น จึงสอนให้พิจารณาตรง กาย ของเรา ตรง จิต ของเรานี่แหละ กาย กับ จิต เท่านั้นไม่มีสิ่งอื่นใด ใครจะพิจารณาอะไรก็พิจารณาไปเถิด พุทธศาสนาสอนให้รักษา จิต ควบคุม จิต กับ กาย เท่านั้น เมื่อมันคิดชั่ว ทำชั่วก็เห็น มันคิดดีทำดีก็เห็น คิดหยาบ คิดละเอียดอะไรเห็นหมด ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็รวมลงอยู่ใน สติ ตัวเดียว

          เอาง่าย ๆ เท่านี้แหละ พากันทำสมาธิต่อไป