มีธรรมอันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงดำรัสไว้ แต่เราไม่ค่อยจะได้หยิบยกมาให้เห็นว่าเป็นความสำคัญ ถ้าเรามีสติ พยายามหยิบยกธรรมข้อนี้ที่พระองค์สอน พระองค์สั่งไว้เราจะได้นำมาใช้ เราจะได้เป็นหลักอันสำคัญยิ่ง ธรรมอันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเมื่อใกล้จะดับขันธปรินิพพาน หรือพระองค์จะลาจากไป หลวงปู่มั่นท่านว่าธรรมส่วนนี้แม้ย่อๆ สั้นๆ แต่สำคัญมาก กินเนื้อความทั้งหมด ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า "อัปปมาทธรรม" คือ "ความไม่ประมาท" "ความไม่ประมาท" สั้นๆ นี้ ถ้าเราเจริญปฏิบัติตามระลึกอยู่เสมอ ท่านถือว่าเป็นอมตธรรม ไม่ใช่ ธรรม ธรรมดา เราก็จะได้ระลึกอมตธรรม เจริญอมตธรรม ลึกเข้าถึงอมตธรรมที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่าเป็นธรรมไม่ตาย เป็นธรรมที่มั่นคงถาวร สำหรับผู้ที่เข้าถึงได้เป็นหลัก คือ ความไม่ประมาท คำย่อๆ ทีนี้ท่านก็มีชี้แนะว่า ไม่ประมาทในวัย ไม่ประมาทในความไม่มีโรค ไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในความมี และความเป็นที่มีอยู่ในเรา ไม่ประมาทในวัย ให้มีสติระลึก อย่าสำคัญว่าเราหนุ่มยังน้อย อายุเราไม่มากแล้วก็ปล่อยตัวตามตา ตามหู จมูก ตามกระแสให้เกิดความมัวเมา ความลุ่มหลง แนวโน้มที่เลินเล่อ ไม่เอาธุระสิ่งที่เราจะต้องรับผิดชอบในความเป็นอยู่ คือ ชีวิตของเราเอง เพราะเหตุใด เพราะวัยไม่เป็นเครื่องรับประกันแน่นอน มันไม่เที่ยงเหมือนกัน ความเจ็บความไข้ ความวิบัติของชีวิต อาจจะวิบัติแต่หนุ่มก็ได้ แตกดับแต่หนุ่มก็ได้ ล่มจมฉิบหายตั้งแต่หนุ่มก็ได้ เพราะฉะนั้นความประมาทสำคัญว่าเรายังหนุ่มนั้นไม่ดีเลย เราจะทำประโยชน์ส่วนไหน ก็ทำด้วยความไม่ประมาท ให้มันมีพร้อม ประมาทในความไม่มีโรค สำคัญว่าตัวเองแข็งแรงมีกำลังวังชาดี ยังไม่พิจารณาเห็นความชราคร่ำคร่าทรุดโทรม ไม่พิจารณาเห็นว่าโรคภัยมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะอยู่วัยไหนก็ตาม มันก็หมด ทำอะไรไม่ได้ อ่อนแอเสียไปหมด ขาดจากประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เพราะเหตุนั้น ธรรมนี้จึงเรียกว่า การทำตนประมาท ก็เหมือนผู้ตายไปแล้ว พระพุทธเจ้าไม่นิยมให้พุทธบริษัทประมาท สำคัญผิดว่าเรายังหนุ่มก็ดี ความไม่มีโรคที่เราแข็งแรงอยู่ก็ดี เห็นคนอื่นมีโรคมีภัยก็ดูถูกเหยียดหยาม สำคัญว่าตนเอง กระหยิ่มในตัวของเราเอง ไม่เกิดสลดสังเวชในธรรมที่ควรสลดสังเวช แล้วมาสำรวมระวังรักษา ละความชั่วประพฤติความดี ไม่นำพาในเรื่องความดี ความผิด ความชอบ เรียกว่า เป็นผู้ประมาท ประมาทในชีวิต สำคัญว่าเราคงจะอยู่ไปอีกนาน อยู่ได้นาน อันนี้ใครรับรองประกันชีวิตของเรา ประมาทในความมี เรามีบ้านมีช่องที่อยู่อาศัย มีเงินมีทอง เราจะเดือดร้อนอะไร เราไม่ปฏิบัติอบรมจิตใจ ไม่ต้องรักษาศีล ไม่ต้องภาวนา ไม่ต้องปฏิบัติทำบุญให้ทาน เพราะเรามีอยู่มีกินมีใช้สอยเหลือเฟือ ทีนี้เรามีลูกหลานคอยดูแลคอยรักษา พระพุทธเจ้าว่า แม้แต่กายนี้ไม่เป็นของตน ขันธ์อันนี้ไม่เป็นตนของตนแล้ว ท่านว่า ปุตฺโต ปุตฺตา ปุตฺโต ธนํ บุตรก็ดี ทรัพย์ก็ดี จะเป็นเราของเราได้อย่างไร แม้แต่ร่างกายนี้ก็ไม่เป็นของเราเลย พึ่งไม่ได้แล้วจะไปหวังพึ่งทรัพย์ พึ่งบุตรเอามาทำอะไร เพราะฉะนั้น บุคคลผู้คิดอย่างนั้นล้วนแต่บุคคลผู้ประมาทในชีวิต ประมาทในวัย ประมาทในความไม่มีโรค ประมาทในความมีความได้ของตน เกิดความมัวเมาไม่ประพฤติปฏิบัติสร้างสติสร้างปัญญา สร้างความฉลาดเมื่อก่อนภัยที่จะมาถึง ถ้าเราได้อบรมเป็นผู้ไม่ประมาทเตรียมพร้อม บุคคลผู้ไม่ประมาทจริงๆ ท่านว่า มีสติระลึกรู้ตัวให้มาก ให้เห็นสังขารทั้งหลายเสื่อมสิ้นไปตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าหมดลมหายใจจึงตาย พระพุทธเจ้า พระองค์มองเห็นความตายทุกลมหายใจเข้าออก ถามพระอานนท์พิจารณาความตายวันละร้อยครั้งยังว่าประมาทอยู่ ตถาคตยังพิจารณาเห็นความตายทุกลมหายใจเข้าออก ยังช้าอยู่ เพราะฉะนั้น ความไม่ประมาทจึงมีสติมองเห็นความตายรอบด้าน เห็นความชำรุดทรุดโทรมของขันธ์ ของอัตภาพอยู่ตลอดเวลา เราอิ่มสบายเมื่อเช้านี้ก็ทรุดโทรมไปแล้ว หมดไปแล้วต้องหาเพิ่มอีก ร่างกายไม่ได้อยู่คงที่ เข้าไปหาทรุดโทรมเข้าไปหาแตกดับตั้งแต่วันเกิด เข้าไปหาความแก่ แต่เนื่องจากสติปัญญาของเราไม่ได้ฝึกอบรมให้ละเอียดพอที่จะได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ มัวเมาแต่ไปเพลิดเพลินไปรู้ไปหลงเรื่องอื่น สำคัญไปอย่างอื่น ไม่ได้สนใจในเรื่องหลักความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ยามถึงวาระหรือพึงเวลานั้นเกิดขึ้นแล้ว เราก็จำยอมให้มันเป็น... หมดท่า ไม่มีการช่วยตัวเองได้เลย สำหรับคนมัวเมา เหมือนตัวอย่าง มีนกสองตัวมันหยอกกัน สนุกเพลิดเพลินอยู่ เจ้าแมวก็จ้องคอย แต่ตัวนกเองหยอกกันสนุกสนาน หยอกกันๆ เต้นไป เต้นมา พอได้จังหวะ แมวลุกขึ้นตะปบปุ๊บ ร้องเท่าไหร่ก็หมดโอกาสแล้ว เพราะมันอยู่ในกำมือแมวแล้ว นี่ถ้าเขาไม่ประมาท มองดูรอบด้านไม่มัวเมา ชีวิตของเขาก็จะต้องมีอยู่ต่อไปอีก เขาจะได้ทำประโยชน์ อันนี้เพราะความประมาทในชั่วระยะนิดเดียว ฉันใดพวกเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าประมาทมันพลาดท่าเสียทีตอนไหน เวลาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยอารมณ์ให้เมา เราไม่เข้าใจว่า อาสวะ คือ เครื่องเมา ไม่รู้ว่ามันเมาอย่างไร เพราะเข้าใจว่ากินเหล้าจึงเมา คำว่า เมา ก็มาจากความลุ่มหลงนั่นเอง จากความติดนั่นเอง ไม่ค่อยจะรู้หลักธรรม ไม่ค่อยจะรู้ตัว ไม่ค่อยจะรู้ชีวิตตัวเอง ไม่รู้อารมณ์จิตใจของเราเอง ไปหลงติดอยู่ในอันใดอันหนึ่ง ไม่ค่อยจะรับผิดชอบเหมือนกับคนเมาเขาไม่รับผิดชอบคำพูดของเขา กิริยาของเขา แสดงไปแล้วแต่มันจะเป็นไป ความเมาในทางจิตใจของเราก็ปล่อยคิดไป แล้วแต่มันจะเกิดขึ้น แล้วแต่มันจะหนี ไม่ค่อยจะรับผิดชอบ รับรู้เรื่องมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ไม่แยกออกมาเหมือนกับคนเมา เราเปรียบดูอารมณ์ที่มันเลื่อนลอย ไม่มีประโยชน์อะไร มันคิดเรื่อยเปื่อยไปเหมือนกับคนไม่รับผิดชอบ พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงทราบว่า กรรมมีทั้งกายกรรม มีทั้งวจีกรรม มีทั้งมโนกรรม ความคิดทางใจก็เป็นมโนกรรม คิดไปในทางไม่ดี ก็เป็นอกุศลทางจิตใจ ทำให้จิตใจโง่ไม่ฉลาด จิตใจก็เศร้าหมอง ความเศร้าหมองของจิตใจ ความไม่ฉลาด เพราะกิเลส เพราะความคิดที่เราไม่ได้รับผิดชอบนี้เองเป็นตัว โมหะ เป็นตัว อวิชชา เป็นตัวปัจจัยอย่างสำคัญอย่างยิ่งของสังสารจักร เป็นทุกข์ภายใน วัฏฏสงสาร เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย เมื่อองค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงยกย่องความไม่ประมาท พระองค์ตำหนิติเตียนบุคคลผู้ประมาท แม้มีชีวิตอยู่ร้อยปี ท่านว่าเหมือนกับตายแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงถอดถอนจิตใจจากความประมาทและเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด มีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทให้ระลึกถึงสภาพความเป็นจริงในตัวของเรา มีสติสังวร รักษาตา รักษาหู รักษาจมูก ลิ้น กาย ใจ อวัยวะของเรา เพื่อจะได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทีนี้การภาวนาก็เป็นการรักษาอย่างสำคัญยิ่งทางจิตใจ บำรุงความไม่ประมาท เพราะมันรักษาใจ นี่เป็นตัวที่สำคัญ เมื่อเรารักษาใจของเรา อบรมใจของเราดีแล้ว จะเป็นผู้ไม่ประมาท การภาวนาจิตใจให้สงบก็คือ รวมกำลังความรู้ของเรานี่เอง เหมือนกับเราจะต้องการทำงาน ลงทุนอันใดอันหนึ่ง เราก็ต้องรวบรวมทรัพย์ สมมุติว่าเราจะสร้างศาลา ก็ต้องรวบรวมทุน รวบรวมเงินมาเป็นสมบัติอยู่ในกองอันหนึ่งก่อน อยู่ในกรรมสิทธิ์ที่เราสามารถใช้สอยได้ก่อน ถ้าสมบัติทั้งร้อนล้านพันล้านกระจัดกระจายอยู่ในมือคนอื่น จะมีประโยชน์อะไร ธรรมทั้งหลาย แปดหมื่นสี่พัน หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่แต่ในหนังสือ อยู่ในหีบ อยู่ในบุคคลอื่น จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา ช่วยอะไรเราได้บ้าง ภายนอกภายในเหมือนกันที่ท่านสอนให้จิตรวม ๆ ทีนี้สมมุติว่ามันรวมได้แล้ว ให้รวมอยู่อย่างนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อีกเหมือนสมบัติ มีตั้งพันล้านกองอยู่อย่างนั้น ไม่จ่าย มันจะได้ประโยชน์อะไร มีประโยชน์อะไรต่อชีวิต เอามารวมไว้ทำไม ขั้นที่สองมันต้องมีต่อไปอีก ที่ปฏิบัติภาวนาก็เหมือนกัน ให้รวมจิตรวมทำไม ต้องให้รู้ด้วย ไม่ใช่ว่าให้รวม ก็หลับตารวมอยู่นั้น เราต้องคิดว่ารวมทำไม จิตนี่มันมีประโยชน์อะไร เหมือนกับเงินทองหามารวมทำไม ทำไมจึงต้องให้เรามี อยู่ที่อื่นมันก็ได้นี่ ก็เพราะอยู่ที่อื่นเราไม่มีสิทธิใช้ เพราะฉะนั้น รวมที่เรามีมากเท่าไหร่ ก็รวมเพื่อใช้เพื่อจ่ายให้เกิดประโยชน์ ฉันใด จิตของเรา ความรู้ของเรา เพื่อให้รวมสงบเป็นหนึ่ง เพื่อให้เป็นพลัง แล้วเราจะได้ใช้พิจารณาสร้างปัญญาเห็นความจริง ถ้าไม่รวมมันก็ไม่มีกำลัง เหมือนกัน มันมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มีเงินเวลานี้ เขาพิมพ์มาไม่ทราบกี่หมื่นกี่ล้านๆ แต่มันไม่ได้รวม ไม่ได้เป็นสมบัติของเรา มักกระจัดกระจาย เราก็เลยอับจนอยู่ อันนี้เหมือนกัน ปัญญามีอยู่ มรรคมีอยู่ แต่ไม่ได้มาเป็นสมบัติของเรา เราก็ไม่ได้ประโยชน์ จากสิ่งที่มีอยู่นี้ ถ้าไม่รวมก็ไม่ได้ หรือจะรวมอยู่อย่างนั้นก็ไม่ได้ มันต้องทำตามขั้นตอน ไม่ใช่ว่าให้รวมอยู่เฉยๆ จะให้เกิดประโยชน์ ผลที่สุด เหมือนกับเราไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่แลกเปลี่ยนสมมุติกันเฉยๆ เมื่อไม่ได้ประโยชน์แล้ว ก็ประโยชน์ส่วนนั้นแหละ มันผ่านไปๆ เท่านั้นเอง นี้ภายนอก ส่วนจิตใจถ้ามันสงบ รวมแล้วมันวิเศษกว่าทรัพย์สมบัติเงินทองอีก ใช้แล้ว มันไม่หมดมันไม่สิ้น ใช้เท่าไหร่ยิ่งได้กำไร ยิ่งเพิ่มพูนไม่ขาดทุน ถ้าเราตั้งหลักฐานได้แล้ว จนกว่าสำเร็จมรรคสำเร็จผล จนอิ่มตัวเพียงพอแล้วก็ทิ้ง ไม่เอาแล้ว สมบูรณ์บริบูรณ์หมดกิจที่จะทำแล้ว สิ่งเหล่านั้น สติก็ดี ปัญญาก็ดี ไม่มีประโยชน์ เพราะเหมือนกับเรือ เหมือนกับรถที่เราเดินถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เราไม่ไปไหนแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนกันโรคที่หายแล้วยาก็ไม่มีประโยชน์ ที่เคยมีประโยชน์มาก่อนแล้วก็หมดประโยชน์ เพราะงานอันนั้นมันเสร็จแล้ว สติปัญญาก็เหมือนกัน เมื่อเราทำจบแล้วก็ไม่ต้องใช้แล้ว เลิกกันมีแต่เสวยความสุขนิรันดร นี่พระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ใช้สติใช้ปัญญาแล้ว พระอริยเจ้าทั้งหลาย อะไรก็ไม่ประโยชน์ต่อท่านแล้ว ประโยชน์เสร็จแล้ว ปิดแล้ว ไม่ต้องการอะไรแล้ว มันไม่โหยหิว มันพอแล้ว จะเอาอะไรมาเพิ่มอีกก็ไม่ได้ มันคงที่แล้ว แต่เรายังไม่ถึงขั้นนั้นเราก็ต้องตะเกียกตะกายพยายามปฏิบัติ เดินตาม ให้เชื่อตาม อย่าเอาแต่จิตใจของเราที่มันคะนองอยู่ เราต้องเคารพต้องฟังต้องเชื่อตาม อย่าฝ่าฝืน ฝ่าฝืนแล้วไม่ใช่ศาสนาเสียหาย ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเสียหาย เราเองนี่แหละ สนิมของเราเองมันกัดเราเอง กิเลสของเราเองผูกมัดเราเอง พระองค์ไม่ได้เสียหายอะไร ศาสนาไม่ได้เสียหายอะไร เพราะเราจะต้องแก้ไขตัวของเรา จะต้องช่วยตัวเราเอง แล้วเราจะต้องสำเหนียกศึกษาให้เข้าใจ อย่าไปหดหู่อยู่แต่เฉพาะสงบ ก้มหน้าก้มตาสงบ ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรเลย เหมือนกับเงินทอง โลภอยากได้มาก คนขี้เหนียวได้มากองไว้ๆ ก็ไปนึกว่าเรามีๆ เลยไม่ได้ใช้อะไร เลยอยู่อดอยู่อยากลำบากไม่ได้ใช้สอยอะไร ผลที่สุดตายไปเปล่าๆ พระพุทธเจ้าไม่ให้เป็นคนประเภทนั้น แต่ให้เป็นคนประเภทที่ทำประโยชน์ไม่ประมาท เพราะฉะนั้น ได้ยินได้ฟังแล้ว อย่าเป็นคนประมาท ความไม่ประมาทนี่ให้เข้าใจว่าเป็น "อมตธรรม" เป็นธรรมที่ไม่ตาย ให้มีสติพิจารณาเห็นอยู่ตลอดเวลา เห็นความชำรุดทรุดโทรม และภัยที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดทุกลมหายใจเข้าออกจริงๆ จนเห็นชัดว่าลมเข้าไปแล้ว ถ้าไม่ออกก็ตายจริงๆ ลมออกไปแล้ว ถ้าไม่เข้ามันก็ตายจริงๆ ชีวิตแค่นี้เอง วิเศษวิโสที่ไหน มีกำลังวังชาที่ไหน เราพึ่งได้ที่ไหน สิ่งอื่นเมื่อหมดลมไปแล้ว เราพึ่งอะไร เมื่อลมไม่ช่วยเหลือแล้ว เราจะอวดฤทธิ์อวดดีไม่ได้ ต่อธรรมความจริง ธรรมเท่านั้นแหละ รักษาธรรม ผู้ประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม พระธรรมรักษา ได้ยินได้ฟังแล้วจดจำให้ดี ตั้งใจปฏิบัติตาม... ณ. วัดเมตตาวนาราม เมืองแวลเล่ย์ เซ็นเตอร์ มลรัฐแคริฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา วันที่ ๑๙ กรกฏาคม ๒๕๓๘