63. เราจำแนกแจกแจงแล้วมันไม่มีคนมันมีแต่ผู้รู้เท่านั้น มันก็เป็นแต่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟไปเสียแล้ว
64. ถ้าเราไม่ได้วัดดูแล้วมันก็ไม่รู้จักว่ามันอยู่ตรงไหนในสถานที่ใด ถ้าเราวัดดูแล้วเราก็รู้ว่ามันไม่ได้ อยู่ที่อื่นมันอยู่กับดวงใจของเรานี่แหละ ดวงใจของเราเป็นผู้ปรุงแต่ง เป็นผู้ก่อภพก่อชาติ เป็นผู้ก่อกรรมก่อเวรก่อภัย เราก็มาเห็นดวงใจของเรานี่แหละ แล้วก็มาแก้ที่ดวงใจเท่านี้แหละ
65. เมื่อใจไม่สงบ ใจไม่ดี มันก็ทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อน นี่แหละนำสัตว์ทั้งหลายให้ตกทุกข์ได้ยาก ในปัจจุบันและเบื้องหน้า
66. ศาสนาไม่ได้อยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่ได้อยู่กับภูเขาเหล่ากา ท่านบัญญัติไว้กับตัวคน คนเป็นตัวพระพุทธศาสนา
67. ชราปิทุกขาความเฒ่าแก่ชราคร่ำคร่าทรุดโทรมนี่แหละเป็นทุกข์ ลุกก็ยากนั่งก็ยาก ทางท้องยังอยากทางปากกลืนไม่ลง กินไม่ได้ คนไม่มีฟันอยากกินของแข็งก็กินไม่ได้ นี่แหละทุกข์ อาตมาก็ถึงแก่หมดแล้ว จะลุกแหมดังอึ๊ดจึงลุกได้ พุทโธเดินไปมาเซนั่นเซนี่ โอทุกข์ รู้จักไหมล่ะ ทุกข์น่ะต้องเป็นยังงี้ทุกคน
68. ไม่มีตัวตนสัตว์บุคคลเราเขาอะไรซักอย่าง เราเพ่งดูซิมันไม่เป็นแก่นเป็นสารที่ไหนเลย ถ้าเป็นแก่นสารเป็นตัวเป็นตนของเราทำไมเป็นหวัดเป็นไอเป็นไข้ ทำไมเป็นหนาวเป็นร้อน เป็นทุกข์ เป็นยาก เพราะเหตุนี้พึงเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
69. สติวินโย สติเป็นวินัย สติคือความรู้ความละลึกได้ความรู้อยู่ สติเป็นวินัยนำตนออกจากความชั่ว นำความชั่วออกจากตน เมื่อมีสติแล้วไม่หลง ไม่หลงก็ไม่ทำความชั่ว เราจงมากำจัดความหลงนี้ คือทำตนให้มีสติ นั่งสมาธิก็หัดสติ พิจารณาก็หัดสติ เมื่อมีสติอยู่แล้ว เป็นผู้รู้อยู่แล้วมีวินัย
70. มรณังปิทุกขัง ทุกข์ คือความตายมันหนักเหลือประมาณ หาที่อยู่ไม่ได้ ยกแข้งยกขาก็ไม่ได้ หนักเข้าลืมตาก็ไม่ได้ หนักเข้าหายใจก็ไม่ได้ ขาดหมดลมหายใจดับขันธ์ไปจุติ
71. ตาสำหรับเห็นรูป ใจเป็นผู้ว่ารูปดีรูปชั่ว รูปไม่ดีรูปไม่ชั่ว แท้ที่จริงรูปทั้งหลายเขาไม่ว่าเขาดี เขาไม่ได้ว่าเขาชั่ว เราเป็นผู้ไปว่าเอาสมมุติเอา
72. เราทั้งหลายมาอย่างนี้ก็ต้องการแสวงหาที่พึ่งอันแท้จริงของตน เราจะเอาอะไรเป็นสรณะที่พึ่ง ในสามโลกนี้ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากพุทโธ ธัมโม สังโฆ เท่านี้แหละมีเท่านี้ให้พึงรู้พึงเข้าใจ
73. ให้พากันพึงรู้พึงเห็นทุกข์ท่านว่า ชาติปิทุกขาเกิดเป็นทุกข์ขดอยู่ในครรภ์มารดา ตั้งสิบเดือน ติงตัวก็ไม่ได้ เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่ได้ มืดมิดเป็นโลกันตะนรกไม่เห็นอะไรซักอย่างไม่เห็นฟ้าเห็นอากาศ ตอนหลุดออกจากครรภ์มารดา ท่านก็เปรียบเหมือนกับตกเหวรับช่วง
74. รู้จักว่ามันเหนื่อยก็หยุดซี่ เปรียบเหมือนเราทำงานรู้จักว่าเหนื่อยแล้วก็หยุด อุปมาภายนอกอย่างนั้น รู้จักทุกข์ก็หยุดอย่าไปก่อกรรมก่อเวรก่อภัยต่อไป หยุดนิ่งให้มันว่างม๊ดพอจิตสงบนิ่งได้แล้ว จิตตะลหุตา จิตก็เบา กายะลหุตา กายก็เบา จิตตะมุทิตา จิตมันอ่อนนิ่มนวล อิ่มอกอิ่มใจ ส-บ๊-า-ย นั่นแหละพ้นทุกข์ตรงนี้หละ
75. คนเดี๋ยวนี้ไม่มีศรัทธาความเลื่อมใส เพราะไม่รู้จักบาปบุญ ไม่เห็นตัวมัน ทำบาปก็ไม่เห็นตัวบาป ทำบุญก็ไม่เห็นตัวบุญ มันเป็นยังไง ตัวบาปตัวบุญ คือตัวเรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้เองแหละไม่ใช้อื่นไกล ศีรษะดำๆ คอกิ่วๆ คือคนนี้หละตัวบาปตัวบุญ
76. ศาสนา ท่านไม่ได้หมายอื่นเป็นศาสนา ในโอวาทะปาฏิโมกข์ ท่านให้ละความชั่วทำความดี ทั้งกายวาจาและดวงใจ ท่านไม่ได้ว่าอื่นเป็นศาสนาผู้ใดมาชำระดวงใจให้ผ่องใส เอตังพุทธานะสาสนัง นั่นเป็นศาสนา สมาธิคือจิตตั้งมั่น นายช่างเขาตั้งเสาเขาตั้งยังไง เขาตั้งแล้วเขาก็มองดูข้างหน้าข้างหลัง เอาระดับจับดูมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง มันเอน เอียงไปข้างไหน เขาก็ผลักขึ้นมาแล้วเขาก็เล็งดู จนมันเที่ยงตรง เขาก็ฝังไว้ให้มันแน่น นี่เรียกว่า ฐีติภูตัง เราก็ตั้งใจของเราให้มันเป็นของเที่ยง วิญญาณของเรามันไม่เที่ยง เดี๋ยวนี้เราจะต้องให้มันเที่ยง มันจึงจะเป็นพระนิพพานได้เรื่องมันเป็นอย่างนั้น
77. นิมนต์พระไปชักบังสุกุล ว่าชักให้คนตาย แท้จริงน่ะให้พวกเราดูแต่ก่อนเขาก็เป็น เหมือนอย่างเรานี่แหละห่วงนั้นห่วงนี่ คานั่นคานี่ มาเดี๋ยวนี้ตายแล้วเป็นอย่างไรล่ะ ไม่คาอะไรซักอย่างเคยว่าเจ็บว่าปวดยุงกัดก็ตี ปวดนั้นปวดนี่ ทีนี้เอาไปเผาไม่เห็นว่าอะไรเลย ไม่เห็นอุ้ยซักคำเดียว แข้งขาหูตาจมูกเขาก็มีครบเหมือนเราหมด ดูซี่ พวกเราทั้งหลายมันต่างกันตรงไหน
78. อาการสามสิบสองนี้มันเป็นแต่อาการ มันเป็นคนที่ไหนเล่า ปิตตังน้ำดียังงี้ เสมหังน้ำเสลดยังงี้ บุพโพน้ำเหลืองยังงี้ โลหิตตังน้ำเลือดยังงี้ เป็นคนที่ไหนเล่า จะไปหลงยังไงน้ำเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นของเอาเป็นของทิ้งทั้งหมดไม่ใช่เหรอ ถ้ามันเห็นยังงี้มันก็ละ สักกายะทิฐิได้ มันก็ถอนอุปาทานขันธ์ได้เอง ท่านจึงบอกเอหิปัสสิโก จงร้องเรียกสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ท่านไม่ได้ให้ไปดูธรรม ให้มาดูธรรม คือมาดูรูปธรรม นามธรรม ที่ตัวเรานี่แหละ
79. มิใช่อื่นสุข ไม่ใช่อื่นทุกข์จิตของเราเป็นผู้สุขผู้ทุกข์ เราก็ดูซิเวลานี้ เห็นอะไรสุขสักอย่าง เห็นอะไรทุกข์ซักอย่างในโลกนี้ หรือว่าต้นไม้ภูเขาเหล่ากาเราเป็นทุกข์หรือว่าฟ้าอากาศเขาเป็นทุกข์ หรือข้าวน้ำโภชนาอาหารเขาเป็นทุกข์หรือบ้านช่องเป็นทุกข์ อะไรเป็นทุกข์ล่ะ พิจารณาดูที
80. เมื่อเราเห็นยังงี้แล้ว เราก็ละได้วางได้ จาโลปฏินิสัคโคมุตติอนาลโย คือความสละ ความละ ความวาง จิตมันก็ว่าง เบาตนเบาตัว เบาร่างเบากาย หายทุกข์หายยากน่ะซี่ นี่แหละข้อสำคัญ ให้พากันเข้าใจ
81. ให้พากันเข้าวัดนะ วัดดูจิตใจของเรา ต้องวัดเสมอ นั้งก็วัด นอนก็วัด เดินยืนก็วัด วัดเพราะเหตุใด ให้มันรู้ไว้ว่าจิตเรามันดีไม่ดี ไม่ดีจะได้แก้ไขต้องวัดทุกวัน ตัดเสื้อตัดผ้าก็ยังต้องวัดไม่ใช่เรอะ ไม่วัดจะใช้ได้อะไรล่ะ
82. ต้องนั่งพิจารณาดูให้มันรู้มันเห็น ไม่ต้องไปหาที่ไหนนะ ให้ดูสิ่งที่ทีอยู่ในใจเรานี่แหละ มันมืดหรือมันสว่าง นี่แหละอัตโนนาโถ เป็นที่พึ่งของตนแท้
83. มันสงสัยอยู่เลยละไม่ได้ จิตมันเลยวุ่นวาย วนเวียนอยู่ เวียนตายเวียนเกิด เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ไม่รู้สักกี่กัปป์กี่กัลป์อนันตชาติ
84. สมมติว่าเราไปฆ่าเขา เขาจะดีใจไหม พิจารณาดูซี่ ข้อนี้ เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราก็ต้องไม่ทำ เมื่อเราไม่ได้ทำอย่างนั้น โทษทั้งหลายมันก็ไม่มี เกิดมาเราก็อายุยืนนาน ไม่ตายพลัดพรากจากกัน ไม่ตายแต่น้อยแต่หนุ่ม
85. เมื่อเหล่าท่านทั้งหลายได้พากันสดับตรับฟังแล้ว ในโอวาทศาสนีย์ธรรมะคำสั่งสอนนี้ ซึ่งแสดงโดยย่นย่อ พอเป็นเครื่องปฏิบัติประดับสติปัญญาบารมีของท่านทั้งหลาย ให้พากันโยนิโสมนสิการกำหนดจดจำ นำไปประพฤติปฏิบัติฝึกหัดตนของตนให้เป็นไปในศีลเป็นธรรม คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วแต่นี้ต่อไป พวกท่านทั้งหลายจะประสบแต่ความสุข ความเจริญ งอกงามดังได้แสดงมา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

กลับหน้า2คลิกที่นี่เพื่อกลับสู่หน้าหลักคะไม่มี