คำนำในการพิมพ์ครั้งที่ ๗ เรื่อง "พระอานนท์พุทธอนุชา" ที่สำนักพิมพ์บรรณาคารพิมพ์จำหน่ายได้หมดลง สำนักพิมพ์ขออนุญาตพิมพ์ใหม่เป็นครั้งที่ ๗ แต่หนังสือเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์มากในงานศพ เจ้าภาพขออนุญาตไปพิมพ์แจกอยู่เสมอ ทำเป็นเล่มใหญ่ พิมพ์กระดาษอย่างดี สวยงามทั้งรูปเล่มและปก ทั้งนี้เป็นไปตามกำลังศรัทธาทรัพย์ และสติปัญญาของผู้จัดทำ มาครั้งจนข้าพเจ้าจำไม่ได้ เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้รู้จักคุ้นเคยนำเอกสารจากต่างประเทศมาให้ดู เป็น Encyclopedia of World Literature in 20 th Century คือ 'สารานุกรมวรรณคดี หรือวรรณกรรมของโลกในศตวรรษที่ 20' ในสารานุกรมนั้นมีข้อความกล่าวถึงนักเขียนไทยหลายคน พร้อมทั้งชื่อหนังสือเด่นๆ ที่ท่านเหล่านั้นเขียน The spiritual confusion arising from rapid social change and disintegrating morality finds expression in the work of Buddhist scholars, such as Wasin Inthasara's (b.1934) Phra-A-non Phutthaanucha (1965; Phra-A-non, the brother of the Lord Buddha), in which he discusses aspects of Buddhism applicable to modern life, in a language that can be grasped by laymen (p. 430) ("ท่ามกลางความสับสนอลหม่านใจจิตใจของผู้คนอันเกิดจากเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม และศีลธรรมที่เสื่อมสลาย ทุกคนแสวงหาทางออกซึ่งยากที่จะประสบ แต่ทางออกเพื่อหนีจากความสับสนวุ่นวายเหล่านี้ได้ปรากฏแล้วใน "พระอานนท์พุทธอนุชา" ซึ่งเป็นผลงานของวศิน อินทสระ ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาท่านหนึ่ง ในผลงานดังกล่าวท่านได้หยิบยกเอาแง่มุมต่างๆ ของพระพุทธศาสนาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตปัจจุบันมากล่าวอธิบายไว้ด้วยภาษาที่สละสลวย และง่ายแก่การเข้าใจของคนทั่วๆ ไป") เรื่องทั้งปวงที่บอกเล่ามานี้ มิใช่เพื่ออวดตน เพราะไม่จำเป็นต้องอวดแต่เขียนบอกเล่าเพื่อชี้ให้เห็นจุดสำคัญจุดหนึ่งในวงการศาสนาของเราว่า การเผยแผ่ศาสนาโดยวิธีเล่าเรื่องและแทรกธรรมะอันประชาชนจะนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันนั้น ยังเป็นที่ต้องการของพหูชน (คนหมู่มาก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยังเยาว์ต่อความรู้ทางศาสนา เหมือนเด็กหรือคนป่วยที่ยังต้องรับอาหารอ่อนและปรุงรสบ้างตามสมควร ถ้าวงการศาสนาของเราตระหนักในเรื่องนี้ และช่วยกันผลิตนักเผยแผ่ศาสนาโดยวิธีนี้ให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และรับช่วงกันไป งานด้านนี้ก็จะได้ดำเนินไปโดยไม่ขาดสายย่อมจะอำนวยประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก ซึ่งเป็นพุทธบริษัทผู้ยังเยาว์ต่อความรู้ทางศาสนา พออาศัยไปก่อนจนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้า สำหรับท่านที่สนใจในธรรมะระดับสูงๆ นั้น ไม่ต้องห่วงท่านอยู่แล้ว ท่านย่อมไปได้เอง นอกจากจะไปหลงเสียกลางทาง กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป เพราะไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรมในระดับต้นๆ เรื่องพระอานนท์ฯ มีปรัชญาชีวิตอยู่มาก ปรัชญาชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต มันเป็นพวงมาลัยของชีวิตเหมือนพวงมาลัยรถและเรือ ซึ่งนำเรือหรือรถให้หันเหไปในทิศทางที่ผู้ขับขี่ประสงค์ คนเรามีหลักการสำหรับชีวิตอย่างไร เขาย่อมดำเนินชีวิตอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้ หลังจากเรื่องพระอานนท์พุทธอนุชา ได้ออกสู่สายตาของมหาชนแล้ว ตลอดเวลาประมาณ ๒๕ ปีมานี้ ข้าพเจ้าได้ฟังอยู่เสมอจากผู้อ่านเรื่องพระอานนท์ฯ ว่า ทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตของเขาเปลี่ยนไป หมายถึงเปลี่ยนไปในทางที่ดี บางท่านเปลี่ยนไปมากๆ และบอกว่าเกิดกำลังใจในการทำคุณงามความดี ถึงขนาดมอบกายถวายชีวิตให้กับพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว ข้าพเจ้าทำงานด้วยความหวัง หวังให้พี่น้องชาวไทยของเราเข้าใจพุทธศาสนาในทางที่ถูกที่ตรง และได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนา เท่าที่ประโยชน์นั้นมีอยู่ สมกับที่ได้เสียสละอุปถัมภ์บำรุง การจะเป็นเช่นนี้ได้ พุทธบริษัทจะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรและไม่ทรงสอนอะไร หรือว่าทรงสอนให้ทำอย่างไร ไม่ควรทำอย่าง ถ้าเราผู้เป็นพุทธบริษัทรู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถ่องแท้แล้ว ชวนกันดำเนินตาม ปฏิบัติตามให้สมควรแก่ฐานะของตนๆ แล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าสังคมไทยของเราจะดีขึ้นกว่านี้สัก ๑๐๐ เท่า จะเป็นสังคมของอารยชนอย่างแท้จริง สมตามพุทธประสงค์ที่ทรงเสียสละเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์อันใดเราจะได้บรรลุถึงอันนั้น เราจะไม่ต้องเสียใจในภายหลังว่า นับถือศาสนาซึ่งเต็มไปด้วยประโยชน์นำออกทุกข์ได้จริง แต่เรามิได้รับประโยชน์อะไร และยังจมอยู่กองทุกข์ ว่ายวนอยู่ในทะเลเพลิง กล่าวคือความกลัดกลุ้มรุ่มร้อนอย่างหาทางออกไม่ได้ ศาสนาพุทธนั้น เน้นการช่วยเหลือตนเอง ต้องลงมือทำด้วยตนเอง จะมัวกราบๆ ไหว้ๆ โดยไม่ขวนขวายทำอะไรเพื่อออกจากทุกข์นั้นไม่ได้ เมื่อเราต้องการไปฝั่งโน้น ก็ต้องขวนขวายหาเรือหรือแพ หรือมิฉะนั้นก็ต้องว่ายน้ำข้ามไป จะนั่งลงกราบไหว้เพื่อให้ฝั่งโน้นเลื่อนมาหาตนหาสำเร็จไม่ เราต้องบากบั่นพากเพียรด้วยกำลังทั้งหมด และต้องเป็นความเพียรชอบอันถูกทางด้วย เพื่อข้ามไปสู่ฝั่งโน้น คือพระนิพพานอันเป็นกองออกจากสังสารวัฏ ซึ่งหมายถึงการออกทุกข์ทั้งปวงด้วย โลกของเรานี้ ไม่ว่าจะมองไปที่ใด มันแสนจะน่าเบื่อหน่าย มีแต่เรื่องทุกข์ร้อน มีแต่ปัญหาความขัดแย้ง อะไรที่ยังไม่ได้ คนก็ยื้อแย่งแข่งขันกันเพื่อจะได้ พอได้มาจริงๆ ก็ไม่เห็นจะวิเศษวิโสอะไร มันเท่านั้นเอง พ่วงเอาความทุกข์ความกังวล ความต้องเหน็ดเหนื่อยกับมันอีกเป็นอันมาก ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ด้วยเหตุนี้ พระศาสดาของเราจึงให้พิจารณาเนืองๆ ถึงความไม่น่ายินดีไม่นาปรารถนาในโลกทั้งปวง (สัพพโลเก อเนภิรตสัญญา) และในสังขารทั้งปวง (สัพพสังขาเรสุ อนิจฉสัญญา) ทั้งนี้ เพื่อให้จิตใจหลุดลอยขึ้นไปจากความยึดถือทั้งหลาย เพื่อความสุขสวัสดีที่แท้จริง คราวหนึ่ง มีผู้มาทูลถามพระพุทธองค์ว่า "จิตนี้สะดุ้งอยู่เนืองนิตย์ ในนี้หวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ ทั้งในกิจที่ยังไม่เกิด และในกิจที่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าความไม่ต้องสะดุ้งมีอยู่ ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งนั้นเถิด" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "เว้นปัญญา ความเพียร การสำรวมอินทรีย์ และความปล่อยวางโดยประการทั้งปวงแล้ว เรา (ตถาคต) มองไม่เห็นความสวัสดีของสัตว์ทั้งหลายเลย" ความสวัสดีของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีได้เพราะอาศัยปัญญา ความเพียร การสำรวมระวังอินทรีย์ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และการบอกคืนสิ่งทั้งปวงที่เคยยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน มนุษย์เราคงจะไม่ต้องลำบากมากมายอะไรกันขนาดนี้ ถ้าเขารู้จักหมุนใจให้ตรง (ทิฏฐุชุกรรม) และหมุนเข้าหาธรรม คิดเอาธรรมนี้ที่พึ่งของชีวิต ไม่มัวเสียเวลาคิดพึ่งสิ่งอื่นอันเลื่อนลอยไร้ความหมาย โลกได้เจริญรุดหน้าไปมากทางวัตถุ แต่ทางจิตใจแล้วยังไม่ไปถึงไหนเลย ยังคงวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ทำให้ชีวิตตกต่ำ ให้สุขภาพจิตเสื่อมโทรม อายุจิตของมนุษย์โดยส่วนรวมยังเยาว์อยู่มาก พวกเขาเป็นผู้น่าสงสาร น่าช่วยเหลือ น่าสาดแสงธรรมเข้าไปหา เพื่อผู้มีจักษุจะได้เห็นชีวิตตามความเป็นจริง เห็นคุณค่าของชีวิตที่ดีกว่า ประณีตกว่า สงบเยือกเย็นกว่า และเป็นชีวิตที่งดงาม ซึ่งพระอริยาเจ้าทั้งหลายได้ทำแบบอย่างไว้แล้ว ในเรื่อง 'พระอานนท์พุทธอนุชา' นี้ ก็มีตัวอย่างชีวิตของพระอริยเจ้ามากมาย ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ มีสมเด็จพระบรมศาสดาเป็นต้นแบบ ตามมาด้วยพระอานนท์ฯ ทางฝ่ายคฤหัสถ์เล่าก็มีทั้งบุรุษและสตรี เช่น ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา มหาอุบาสิกา เป็นต้น ท่านเหล่านี้ แม้ยังครองเรือนอยู่ แต่ก็ได้รับความสุขสงบเย็นแห่งชีวิตไปตามๆ กัน บุคคลแม้จะยังไม่เป็นอริยะ แต่ถ้าดำเนินตามรอยของพระอริยเจ้าอยู่เสมอแล้ว ย่อมได้รับความสงบสุข เช่นเดียวกับที่พระอริยเจ้าเหล่านั้นได้ แม้จะในปริมาณที่น้อยกว่า และในคุณภาพที่ต่ำกว่าก็ตาม เหมือนเด็กที่กินอาหารอย่างเดียวกันกับผู้ใหญ่ แต่ในปริมาณที่น้อยกว่า และในคุณภาพที่เจือจางกว่าหรืออ่อนกว่าในเรื่องยากก็ทำนองเดียวกัน และเป็นการแน่นอนกว่า วันหนึ่งเขาจะต้องก้าวขึ้นสู่อริยภูมิ อย่างเดียวกับพระอริยเจ้า เหมือนเด็กที่จะต้องกินอาหารได้อย่างผู้ใหญ่ ในเมื่อเขาโตเป็นผู้ในกาลต่อมา ต่างกันแต่เพียงว่า ความสุขสงบของพระอริยเจ้านั้นมั่นคงยั่งยืน ส่วนความสุขสงบของผู้ที่เพียงแต่เดินตามรอยของท่านนั้นยังกลับกรอก คือบางคราวก็ได้ บางคราวก็ไม่ได้ เปรียบอีกอย่างหนึ่งเหมือนธนบัตรของคนยากจนกับของเศรษฐี ย่อมเป็นธนบัตรอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่เพียงว่า ของคนยากจนมีอย่างไม่มั่นคง มีบ้าง ไม่มีบ้าง ส่วนของเศรษฐีย่อมมีอยู่เสมอ มีอยู่อย่างเหลือเฟือ เกินต้องการเสียอีก ในฐานะพุทธบริษัท ควรจะต้องตั้งความหวังให้สูงไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือต้องไม่สันโดษในกุศลธรรม (อสนฺตุฏฺฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ) และการไม่ถอยกลับในเรื่องความเพียร (อปปฺวาณิตา ปธานสฺมึ) คือทำความเพียรรุดหน้าไปเรื่อยด้วยเรื่องแรงและกำลังทั้ง ทั้งสองอย่างนี้ พระศาสดาเคยทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เองได้ผลมาแล้ว และชักชวนพระพุทธบริษัทให้ดำเนินตาม พร้อมนี้ ข้าพเจ้าส่งความปรารถนาดีมายังท่านทั้งหลาย ขอให้ท่านผู้ประพฤติธรรมพึงได้รับการคุ้มครองโดยธรรม มีความสงบร่มเย็นในชีวิตทุกเมื่อ วศิน อินทสระ
๑๒ มีนาคม ๒๕๓๔