๓๒. หญิงงามกับบิดา
ความสนิทสนมสัมพันธ์ของข้าพเจ้าและวิมลมานธิดาช่างทอง เป็นไปอย่างสม่ำเสมอและเวียนเข้าหาจุดมุ่งหมายเข้าทุกวันๆ เสมือนรอยเท้าโคที่เหยียบย่ำไปบนผืนนา ในขณะลากแอกและไถมันวนเวียนเข้าหาจุดศูนย์กลางของนาแปลงนั้นทุกๆ รอบที่ย่างไป คนมีความรักจิตใจย่อมจดจ่ออยู่ในเรื่องรัก แม้จะสนทนาเรื่องใดๆ ก็มาจบลงที่คำว่า "รัก" เสียทุกครั้ง โดยเฉพาะความรักของหนุ่มวัยต้น
ความรักทำให้คนซึ่งกระด้างหยาบคายกลายเป็นคนนิ่มนวลอ่อนหวาน มหาโจรใจเหี้ยมซึ่งฆ่าคนได้อย่างไร้ความปรานี เมื่อถูกเสน่ห์นางเข้ารึงรัดใจก็ต้องวางดาบแล้วคุกเข่าลงสารภาพรักกับสตรีตัวน้อย ซึ่งไม่เคยแม้แต่จะบี้มด กษัตริยาธิราชผู้ผยองและทะนงในศักดิ์ เมื่อความรักเกิดขึ้น ความทะนงนั้นก็พลันหายกลายเป็นผู้รับใช้ของเธอซึ่งกำหัวใจไว้ได้ นางผู้งามเฉิดเพริดพราย เมื่อความรักกล้ำกรายแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ สิ่งที่เคยหวงแหนสุดถนอมไม่เคยยอมให้ใครมาก่อนเลย ก็ยอมพลีให้หมดสิ้น อา! ความรักช่างมีอิทธิพลอะไรเช่นนั้น!
ในขณะที่ความรักของข้าพเจ้าและวิมลมานดำเนินไปด้วยดี เหมือนเดินอยู่ในสวนดอกไม้นั่นเอง ข่าวร้ายก็เกิดขึ้น เสมือนสายฟ้าฟาดลงบนกลางใจของเราทั้งสอง เมื่อวันหนึ่งพระราชบิดาเรียกข้าพเจ้าเข้าเฝ้า
"จตุรงคพล" พระบิดาตรัสตอนหนึ่ง "ระยะนี้ไม่ค่อยได้เห็นหน้าเจ้า หายไปไหนทุกวันๆ ?"
"หามิได้เสด็จพ่อ ลูกอยู่ แต่เห็นเสด็จพ่อมีพระราชภารกิจมากจึงมิได้มารบกวน" ข้าพเจ้าทูลใจไม่ค่อยดีนัก
"ได้ยินว่า ไปชอบลูกสาวนางช่างทองอยู่มิใช่หรือ?" ตรัสถามอย่างตรงไปตรงมา ตามพระราชอัธยาศัยของพระองค์ ข้าพเจ้าสะดุ้งขึ้นทั้งตัวไม่นึกเลยว่าเสด็จพ่อจะทรงทราบ เมื่อพระองค์ทรงทราบแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะปิดบังต่อไป รู้สึกเป็นทางดีเสียด้วยซ้ำ ข้าพเจ้าจึงทูลรับว่า
"ใช่พะย่ะค่ะ"เสด็จพ่อทรงพระสรวลน้อยๆ มองข้าพเจ้าด้วยสายพระเนตรสงสารแกมสังเวชใจ
"ลูกคิดว่า พ่อจะไม่รู้อย่างนั้นหรือ?"ข้าพเจ้ายังคงก้มหน้านิ่ง "ลูกรัก" เสด็จพ่อตรัสต่อไป "อย่าว่าแต่เรื่องใกล้แค่นี้เลย เรื่องไกลถึงสุดปลายเขตแดนของเราพ่อก็ทราบ พ่อเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หูพญา ตากษัตริย์ ลูกจำไว้ ย่อมได้ยินและเห็นไกลเสมอ
"ลูกรักเขามากหรือ?" เสด็จพ่อทรงกลับมาถามเรื่องนี้ใหม่
"รักมากพะย่ะค่ะ""เขาสมกับลูกดีหรือ""เขาสวยมากพะย่ะค่ะ"
"ลูกต้องการผู้หญิงสวยอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?""เขาดีด้วยพะย่ะค่ะ""ดีอย่างไรเล่าให้พ่อฟังได้ไหม?"
"กิริยามารยาทดี สุภาพเรียบร้อย ทำงานเก่ง รู้จักข่มใจเมื่อโกรธพะย่ะค่ะ""ถ้าพ่อจะหาคนอย่างนี้ให้ ลูกจะเอาไหม?"
"ลูกมีแล้วพะย่ะค่ะ" ข้าพเจ้าตอบอย่างเกรงพระทัยเต็มที่"ลูกรู้ตัวไหมว่าลูกเป็นใคร?" เสด็จพ่อถามต่อไป
"ทราบพะย่ะค่ะ หม่อมฉันเป็นลูกของเสด็จพ่อ""แล้วพ่อของลูกเป็นอะไร?"
"เป็นพระเจ้าแผ่นดินพะย่ะค่ะ""แล้วลูกเป็นอะไร?""เป็นเจ้าชายพะย่ะค่ะ"
"แล้วลูกสะใภ้ควรจะเป็นอย่างไร ควรจะเป็นเจ้าหญิงหรือเป็นผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา เป็นแม่ค้าขายทองหรือทำทองขาย?"
ตอนนี้ข้าพเจ้านิ่ง ข้าพเจ้าไม่เห็นสำคัญเลย จะเป็นเจ้าหญิง หรือหญิงหักฟืนขาย ก็มีความเป็นหญิงเท่าเทียมกัน อวัยวะทุกส่วนของเจ้าหญิงไม่มีอะไรพิเศษหรือวิจิตรพิศดารยิ่งไปกว่าหญิงขายขนมเบื้อง เมื่อบาดเจ็บเลือดที่ออกมาก็เป็นสีเดียวกัน เจ้าหญิงก็รู้จักหิวกระหาย และความรู้สึกอื่นๆ เหมือนๆ กัน มีความรู้สึกทางเพศรสเหมือนคนธรรมดาสามัญทั่วไปๆ ไป มนุษย์ในโลกนี้เหมือนก้อนหินอิฐหลายๆ ก้อน ที่ถูกนำไปวางในที่ต่างกันเท่านั้น ก้อนหนึ่งวางอยู่บนยอดเจดีย์ คนก็กราบไหว้บูชา อีกก้อนหนึ่งใช้ปูลาดถนนเป็นทางเดินคนก็เหยียบย่ำ แต่เนื้อแท้ของก้อนอิฐไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย เจ้าหญิงอาจจะดีกว่าหญิงธรรมดาก็ตรงที่มีโอกาสดีกว่าในการปรับปรุงตน และมีโอกาสในการศึกษาดีกว่า แต่คุณค่าของคนวัดกันที่ความประพฤติและน้ำใจ มิใช่วัดกันที่ชาติตระกูล เมื่อมองในแง่นี้เจ้าหญิงที่มีความประพฤติไม่ดี จิตใจต่ำ ก็ย่อมเป็นคนเลวเหมือนกับคนเลวอื่นๆ ข้าพเจ้าเองเป็นเจ้าชาย แต่ข้าพเจ้าก็มองไม่เห็นว่าข้าพเจ้าจะวิเศษไปกว่าผู้ชายธรรมดาตรงไหน มีความรู้สึกสุข ทุกข์ หิวกระหาย และใคร่ในกามารมณ์เหมือนกับเด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดาทั่วไป นี่เพียงแต่ข้าพเจ้าคิดเท่านั้นนะท่าน ข้าพเจ้าไม่กล้าพูดอย่างนี้กับเสด็จพ่อดอก มันเป็นการห้าวหาญและไร้มรรยาทเกินไปสำหรับบุตรที่ดี
"พ่อได้มองดูสตรีที่เหมาะสมกับลูกไว้แล้ว" เสด็จพ่อตรัสต่อไปด้วยสีพระพักตร์เฉย "เขาเป็นเจ้าหญิงที่มีทั้งความงามและความดีพร้อม พ่อเชื่อว่าเจ้าเห็นจะต้องชอบ"
ข้าพเจ้ายังคงนั่งเฉยมิได้ทูลอะไรเสด็จพ่อเลย เมื่อพระองค์ทรงเห็นข้าพเจ้าเฉยอยู่จึงตรัสต่อไปว่า "ลูกรักภรรยาที่เหมาะสมมีความสำคัญในชีวิตมนุษย์ เวลานี้ลูกอายุยังน้อย อาจจะถือความรักในวัยหนุ่มเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แต่เมื่อลูกอายุมากกว่านี้ ลูกจะเห็นเองว่าความรักอย่างเดียวไม่เพียงพอในการที่จะครองชีวิตให้ราบรื่นแบบครอบครัว ลูกจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทางการศึกษา บุคลิกภาพ ความโน้มเอียง และที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือความเหมาะสมทางสังคม หมายความว่าต้องให้สังคมยอมว่าถูกต้องเหมาะแล้วสมแล้ว ลูกยังต้องอยู่ในสังคม และสังคมที่ลูกอยู่นั้นมิใช่สังคมธรรมดา แต่เป็นสังคมชั้นสูง ชายาของลูกต้องจะเข้ากับสังคม และสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างสนิทแนบเนียน ลูกจะทนไหวหรือ ถ้าชายาอันเป็นที่รักของลูกถูกรังเกียจเหยียดหยามจากคนรอบด้าน ลูกต้องไม่ลืมว่าสังคมในเมืองเรายังมีการถือชั้นวรรณะ ถือชาติถือตระกูลกันอยู่อย่างรุนแรง" พระราชบิดาทรงหยุดเพียงเท่านั้น คอยสังเกตกิริยาของข้าพเจ้าว่าจะมีความรู้สึกประการใด
ข้าพเจ้ายังคงนั่งเฉย แม้ปากจะมิได้พูด แต่ใจของข้าพเจ้าก็คิด คิดถึงตัวเอง และวิมลมาน ยอดหญิงซึ่งข้าพเจ้ารักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวอยู่ภายใต้การจองจำของสังคม ซึ่งมีแต่ความหลอกหลอนสับปรับและแปรผัน ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวเป็นทาสของสังคมจนแทบจะกระดิกกระเดี้ยตัวมิได้ จะทำอะไรจะคิดอะไรก็ต้องคำนึงความรู้สึกของสังคมไปเสียหมด สังคมจึงกลายเป็นเครื่องจองจำชนิดหนึ่ง ที่มนุษย์ซึ่งสำคัญตัวว่าเจริญแล้วช่วยกันสร้างขึ้น เพื่อผูกมัดตัวเองให้อึดอัดรำคาญ มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้น ก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจ ดูๆ แล้วความสะดวกสบาย และเสรีภาพของมนุษย์จะสู้สัตว์ดิรัจฉานบางประเภทมิได้ มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่นฝูงวิหคนกกา มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกัน แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่ที่ต้องแบกไว้ คือ เรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ นั้นเป็นภาระหนักอึ้งของมนุษย์ชาติ สัตว์ดิรัจฉานตัดไปได้อย่างหนึ่ง คือเรื่องเกียรติคงเหลือแต่เรื่องกาม และเรื่องกิน นักพรตอย่างท่านนี้ตัดไปได้อีกอย่างคือเรื่องกาม คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียว ปลดภาระไปได้อีกมาก และการกินอย่างนักพรตกับการกินอย่างผู้บริโภคกาม ก็ดูเหมือนจะมีข้อที่แตกต่างกันอยู่ ผู้บริโภคกามและยังหนาแน่นอยู่ด้วยความรู้สึกทางโลกียวิสัย เมื่อกินบางทีก็กินเพื่อยั่วยุกามให้กำเริบ และต้องกินอย่างมีเกียรติ กินให้สมเกียรติ มิใช่กินเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะ ความจริงร่างกายคนเรามิได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก เมื่อหิวร่างกายก็ต้องการอาหารเพียงเพื่อบำบัดความหิวเท่านั้น แต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วยจึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างเกียรติยศ และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วง คนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้ แต่จำต้องทำเหมือนโคหรือควายซึ่งเหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถ แต่จำใจต้องลากมันไป ลากมันไป อนิจจา!
เมื่อเห็นข้าพเจ้านั่งนิ่งอยู่นาน พระราชบิดาจึงตรัสขึ้น เหมือนทรงทราบถึงความคิดของข้าพเจ้าว่า
"ลูกรัก! สังคมเป็นปัญหาใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อลูกยังอยู่ในสังคม ลูกก็จะต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของสังคม แม้ระเบียบแบบแผนนั้นบางอย่างเราจะรู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย แต่เมื่อสังคมยอมรับปฏิบัติกันเสียแล้ว เราก็ต้องทำทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ พ่อเองเป็นกษัตริย์ เป็นใหญ่ในหมู่ชนแห่งแคว้นปัญจาละนี้ แต่พ่อก็ยังต้องง้อสังคมทั้งๆ ที่พ่อมีอิสระที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร
"อีกอย่างหนึ่ง เดิมทีมนุษย์เราก็อยู่กันอย่างสัตว์ป่าทั่วๆ ไป แต่เมื่อกาลเวลาล่วงมามนุษย์รู้จักอยู่กันเป็นหมู่เหล่า รู้จักเปลี่ยนแปลงแก้ไขสภาพเดิมมาสู่สภาพใหม่อยู่เรื่อยๆ การจัดระเบียบสังคมขึ้นนั้น เดิมทีก็เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยสำหรับหมู่นั้น คณะนั้น และการวางกฎเกณฑ์ของสังคมขึ้น ก็เพื่อป้องกันมิให้คนเอารัดเอาเปรียบกัน เพื่อมิให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สัตว์ใหญ่รังแกสัตว์เล็ก อย่างพ่อนี้ถ้าเปรียบด้วยปลาพ่อก็เป็นปลาใหญ่ที่สุดในหนองนี้ และเป็นสัตว์ใหญ่ที่สุดในป่านี้ พ่อมีอำนาจสั่งประหารชีวิตคนได้โดยไม่มีใครกล้าขัดแย้ง แต่พ่อก็ไม่กล้าทำอย่างนั้น ใครทำผิดเรามีคณะผู้พิพากษาพิจารณาความผิด เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาแถลงเรื่องของตนซึ่งอาจถูกใส่ความก็ได้
"เกียรติของหมู่คณะหรือของสังคมนั้นอยู่ที่ความมีระเบียบ ลูกจะสังเกตเห็นอย่างหนึ่งว่า หมู่ใดคณะใดไม่มีระเบียบหมู่นั้นคณะนั้นก็ไร้เกียรติ การจัดระบบสังคมก็เพื่อความมีระเบียบ และระเบียบทำให้งามน่าดูน่าชมแตกต่างจากสัตว์ดิรัจฉาน
"ครอบครัวเป็นรากฐานของสังคมเป็นรากฐานของประเทศ การปรับปรุงสังคมจึงต้องตั้งต้นไปจากครอบครัว ถ้าสภาพทางครอบครัวคลอนแคลนเสียแล้ว ก็เหมือนเรือซึ่งมีรูรั่วมากมาย จะแล่นไปไกลได้สักเท่าใด แม้จะประดับประดาธงทิวตกแต่งอย่างสวยงาม แต่ก็เพียงหลอกตาเท่านั้น คนในเรืออลเวงวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา จะหาความสุขได้อย่างไร
"ในครอบครัวแต่ละครอบครัว แม่บ้านหรือภรรยามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด มีภรรยาดีเป็นศรีแก่บ้านเรือนและลูกหลาน มีภรรยาไม่ดีเหมือนนำขยะมูลฝอยมากองไว้ในบ้าน ลูกต้องคิดว่าสตรีที่จะมาร่วมสุขร่วมทุกข์กับลูกนั้นมิได้เป็นแต่เพียงชายาของลูกอย่างเดียว แต่เขาจะต้องเป็นแม่ของลูกเราด้วย ลูกที่มีแม่ดีมีสง่าราศี เป็นโชคดีของเด็กอย่างล้นเหลือ ลูกที่มีแม่ไม่ดีไม่สมศักดิ์ศรีแห่งสกุลเป็นการทรมานจิตใจลูกในอนาคตให้บอกช้ำ"
พระบิดาตรัสเพียงเท่านี้แล้วก็หยุดอยู่ดูเหมือนพระองค์มีประสงค์จะให้ข้าพเจ้าพูดบ้าง ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะทูล เพราะไม่สนใจกับหญิงที่พระบิดาตรัสนั้นเลย แต่ก็อดถามไม่ได้ว่า
"เสด็จพ่อจะให้หม่อมฉันอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงองค์ใด?" ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะเป็นเจ้าหญิงองค์ใดองค์หนึ่งในหัสตินาปุรนครนี้
"เจ้าหญิงจุฬารัตน์ แห่งสาคลนครแคว้นมัททะ" พระราชบิดาตรัสอย่างภาคภูมิพระทัย
ความจริงก็เป็นเรื่องน่าภาคภูมิอยู่นะท่าน เจ้าหญิงแห่งแคว้นมัททะ ได้รับความนิยมยกย่องอย่างสูงยิ่ง ว่างามที่สุดในชมพูทวีป จนถึงกับขันติยนาแห่งแคว้นนี้มักจะมีนามว่า มัทที หรือมัทรีอยู่เสมอ แทนที่จะมีพระนามเฉพาะพระองค์ แต่กลับเฉลิมพระนามตามชื่อแคว้นเพื่อให้เป็นที่รู้ว่าเจ้าหญิงผู้มีพระนามว่า มัทรีนั้นมาจากแคว้นมัททะ เป็นถิ่นคนงามอย่างแท้จริง เหมือนม้าซึ่งมากจากแคว้นกัมโพชะ ก็เป็นที่เชื่อถือได้ว่าต้องเป็นพันธุ์ม้าดี และผ้าซึ่งมาจากแคว้นกาสีซึ่งเรียกว่ากาสิกพัสตร์จะได้ใช้ก็เฉพาะคนชั้นสูงมีฐานะร่ำรวยเท่านั้น
และแล้ว สมเด็จพระราชบิดาได้นำพระราชสาส์นการติดต่อระหว่างพระองค์ และพระเจ้ากรุงสาคละให้ข้าพเจ้าดูใจความสำคัญในพระราชสาส์นหลายฉบับ ก็คือเรื่องเจ้าหญิงจุฬารัตน์และข้าพเจ้า เมื่ออ่านพระราชสาส์นแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นพระทัยในความปรารถนาดีแห่งสมเด็จพระราชบิดาที่มีต่อข้าพเจ้า อนึ่งเล่า พระเจ้ากรุงสาคละก็มิใช่ใครอื่น คือพระสหายสนิทแห่งพระชนกนาถของข้าพเจ้าเอง ท่านทั้งสองได้เจรจาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ในการที่จะให้ข้าพเจ้าและเจ้าหญิงจุฬารัตน์อภิเษกสมรสกัน
"ลูกรัก!" พระบิดาตรัสในที่สุด "เชื่อพ่อเถอะลูกควรจะอภิเษกกับเจ้าหญิงจุฬารัตน์ เพื่อความสมบูรณ์ถูกต้องเหมาะสมแห่งราชบัลลังก์หัสตินาปุระต่อไปภายหน้า และลูกทั้งสองคือหมายถึงหลายจุฬารัตน์ด้วย จะเป็นเสมือนฉัตรแก้วแห่งแคว้นมัททะและปัญจาละ แต่ไม่เป็นไร ยังมีเวลาอยู่อีก ลูกไปคิดเสียให้ดี"
ข้าพเจ้าออกจากที่เฝ้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ฝ่ายหนึ่งข้าพเจ้ารัก อีกฝ่ายหนึ่งข้าพเจ้าต้องกตัญญู สมเด็จพระราชบิดานั้นข้าพเจ้ารักด้วยและกตัญญูด้วย ส่วยวิมลมานข้าพเจ้าทั้งรักและสงสารยิ่ง นึกถึงว่าข้าพเจ้าจะต้องอภิเษกกับเจ้าหญิงจุฬารัตน์ด้วยแล้ว ก็ให้รู้สึกสงสารจับใจ ดวงใจของเธอจะต้องชอกช้ำระบมสักเพียงใดหนอ ข้าพเจ้าคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่ข้าพเจ้าจะบอกความจริงแก่นางเสียที ดังนั้นเย็นวันนั้นเอง ข้าพเจ้าคงปลอมเป็นสุรนันทะมหาดเล็กไปบ้านช่างทอง และได้พบนางผู้มีนัยน์ตาคมแต่หวาน มีใบหน้าเอิบอิ่มน่ารักน่าถนอมอยู่เสมอ
เราคงไปสนทนากันที่สวนหลังบ้านและที่ม้าหินอ่อนริมสระนั่นเอง ข้าพเจ้ามีอาการตรองอย่างลึกซึ้ง ไม่ร่าเริงเหมือนอย่างเคย นางเห็นอาการดังนั้นจึงถามว่า"สุรนันทะ ท่านมีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือ จึงดูหม่นหมองไม่สดชื่นเหมือนที่เคยเป็น?"
แทนที่จะตอบคำถามของนาง ข้าพเจ้ากลับถามว่า"ที่รัก! ถ้าข้าพเจ้ามีฐานะเปลี่ยนแปลงไป ท่านจะยังรักข้าพเจ้าอยู่หรือ?"
นางตอบให้ข้าพเจ้าชื่นใจว่า "ไม่ว่าท่านจะเป็นเศรษฐี หรือคนยาก จะเป็นคนวรรณะตระกูลใด ข้าพเจ้าก็คงรักท่านอย่างเดิม ข้าพเจ้ามิได้รักท่านตรงที่ท่านเป็นอะไรอื่น แต่รักตรงที่ท่านเป็นสุรนันทะต่างหาก"
ฟังดูซิท่าน เธอผู้นี้ชอบพูดสั้นๆ แต่มีความหมายกินใจยิ่งนัก "มิได้รักท่านตรงที่ท่านเป็นอะไรอื่น แต่รักตรงที่ท่านเป็นสุรนันทะต่างหาก" ช่างเป็นถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวานและนุ่มนวลเสียนี่กระไร! ความสงสารและความเห็นใจประดังขึ้นมาเต็มอก แต่ในที่สุดเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปกปิดนางไว้ เพราะในไม่ช้านางต้องทราบเรื่องทั้งหมด ข้าพเจ้าจึงเล่าเรื่องทั้งสิ้นให้นางทราบ นางฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ทีแรกๆ ดูเหมือนจะตื่นเต้นตกใจมาก แต่แล้วก็ระงับไว้ได้ตามวิสัยแห่งสตรีที่มีความอดทนและมีจริยางาม
เธอลดตัวลงจากม้าหินอ่อนทำความเคารพข้าพเจ้าเยี่ยงพลเมืองที่ดีจะพึงปฏิบัติต่อเจ้าชายของตน และไม่กล้าขึ้นมานั่งร่วมแท่นอีก ข้าพเจ้าต้องดึงแขนนางขึ้นมาพร้อมด้วยพูดว่า
"ไหนบอกเรารักข้าพเจ้าตรงที่เป็นสุรนันทะ มิใช่เพราะวรรณะ ตระกูลใด?""แต่เวลานี้" นางพูดเงยหน้ามองข้าพเจ้ามีน้ำตาเอ่อที่เบ้าตาทั้งสอง "พระองค์มิใช่สุรนันทะ แต่เป็นเจ้าชายจตุรงคพล รัชทายาทแห่งหัสตินาปุระนคร หม่อมฉันเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น หม่อมฉันไม่กล้าอาจเอื้อมนั่งร่วมแท่นกับพระองค์ ขอให้หม่อมฉันเป็นพลเมืองที่ดีของพระองค์เถิด"
ข้าพเจ้าไม่ยอมปล่อยมือนาง และขอร้องวิงวอนให้นางนั่งบนม้าหินอ่อนอย่างเดิม สนทนากันอย่างเดิมต้องใช้เวลาวิงวอนเสียนานนางจึงยอม และข้าพเจ้าก็พูดปลอบใจนางว่า ถึงจะเป็นอย่างไรๆ ข้าพเจ้าคงจะรักนางไม่สร่างซา คนเดียวที่ข้าพเจ้าขอมอบหัวใจทั้งหมดไว้ให้คือนางนั่นเอง และข้าพเจ้าก็พูดเพิ่มเติมว่า
"ที่รัก ความสุขของข้าพเจ้าทั้งหมดรวมอยู่ที่ท่าน ข้าพเจ้าจะสุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่ท่านแต่ผู้เดียว ถ้าท่านโกรธและเกลียดข้าพเจ้าเมื่อใด ข้าพเจ้าจะมีความทุกข์เมื่อนั้น ตราบใดที่ท่านยังรักข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าเชื่อว่าข้าพเจ้ามีความสุข สุขเพราะระลึกว่าข้าพเจ้าเป็นคนรักของท่านไม่ว่าจะลำบากยากเข็ญหรือตกอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ข้าพเจ้าขอยึดเอาความรักของท่านเป็นที่พึ่งทางจิต ขอให้ความรักของท่านเป็นเพื่อนใจของข้าพเจ้าอยู่ตลอดไป ข้าพเจ้าขอปฏิญาณและสัญญาว่าขอรักท่านแต่ผู้เดียว สำหรับดวงใจรักนั้นข้าพเจ้าขอมอบให้ท่านจนหมดสิ้น ถ้าข้าพเจ้าจะต้องอภิเษกสมรสกับผู้อื่นขอให้ท่านเข้าใจว่า ข้าพเจ้าจำใจต้องทำ เพราะเกรงพระทัยพระชนกนาถผู้มีพระคุณล้นเกล้าต่อข้าพเจ้า หน้าที่นั้นข้าพเจ้าไม่อยากให้บกพร่อง ส่วนหัวใจเป็นสิทธิของข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว ข้าพเจ้าขอมอบดวงใจดวงนี้ไว้ในความคุ้มครองของท่านด้วย
"


