พลังจิต...ท่านพ่อลี
    ...ท่านเล่าถึงพลังจิตของท่านอาจารย์ลี แห่งวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ดังนี้
    "...พูดถึงเรื่องจิต... อย่างสมัยปัจจุบันนี่นะ... คือทำไมถึงทราบกันได้ ก็ทราบในวงปฏิบัติด้วยกันนะสิ! พระกรรมฐานประสานกันอยู่ตลอดเวลา พวกเราฆราวาสไม่ค่อยทราบกัน... ภาคปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนา องค์ไหนเป็นอย่างไร ๆ ท่านจะทราบกันอยู่อย่างลึกลับอยู่ภายในของท่านนะ ในระหว่างพระกรรมฐานด้วยกัน แต่คนภายนอกนั้นไม่ทราบ เพราะท่านไม่พูด...
    เวลาไปไหน พระกรรมฐานเป็นผู้มุ่งอรรถจริงๆ เราจะไม่ทราบเลยเหมือนกับว่าผ้าขี้ริ่วห่อทอง ท่านไม่ได้มุ่งพูดอะไรต่ออะไร... นั่นละ ถ้าความเป็นธรรมจริงๆ แล้ว... แต่ในวงปฏิบัติด้วยกันแล้วอย่างไรก็ปิดไม่อยู่ อะไรก็ต้องเปิดสู่กันฟังเพื่อจะได้แก้ไขกัน มีอะไรๆ ขัดข้องตรงไหน พอองค์นั้นเล่าให้ฟังแล้ว ขัดข้องตรงไหนองค์นี้จะแก้ให้ทันที แก้ให้แล้วเปิดทางโล่ง... นั่น เรื่องของจิตเป็นอย่างนั้น
    หลวงปู่มั่น นานๆ ท่นจะยกองค์นั้นมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้นละ ทีนี้ยกมาคราวใดจะต้องมีจุดสำคัญๆ ที่ท่านจะนำออกมา อย่างท่านอาจารย์ลีนี้ท่านก็ว่า
    'ท่านลีนี้นะ กำลังใจดีมาก'
    ฟังสิกำลัง พลังของใจ นี่จะยกตัวอย่างให้ประกอบกับคำว่าพลังของธรรม ท่านเฟื่อง (ท่านอาจารย์เฟื่องชาวจันทบุรี เป็นอีกองค์หนึ่งซึ่งเคยอยู่ศึกษากับท่านอาจารย์มั่น) เป็นคนเล่าให้ฟัง เราไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย ท่านอาจารย์ลีนั่งอยู่ ท่านเฟื่ององค์หนึ่งและเด็กชื่อมนูญคนอนึ่ง อยู่นี่ แล้วท่านก็นั่ง ตอนนั้นก็คุยธรรมะกันเล็กๆ น้อยๆ นะ
    'เอ้อ เราจะพานั่งสมาธิ'
    ท่านอาจารย์ลีว่าอย่างนั้น 'เอ้า เข้าที่' (นั่งขัดสมาธิ) ท่านว่าอย่างนี้นะ ท่านอาจารย์เฟื่องเล่าให้ฟัง พอว่าอย่างนั้นองค์ท่านอาจารย์ลี ท่านไม่ได้นั่งหลับตานี่ ท่านไม่ได้นั่งเข้าที่ ท่านนั่งธรรมดา
    'เอ้านูญ! เข้าที่'
    พอนั่งปุ๊บปั๊บ เด็กเข้าที่นั่งสมาธิ ท่านคงเคยสอนมา ท่านอาจารย์เฟื่องนั่งอยู่ทางนี้
    'เอ้า เราจะให้ตัวลอยนะ'
    ท่านอาจารย์ลีกล่าว นี่ละ ที่ว่าพลังของจิต 'เราจะให้ตัวลอยนะ' พอว่าอย่างนั้น 'เอ้า ขึ้น...ขึ้น...' แล้วดูมือท่านนะ อาจารย์เฟื่องดู ท่านว่า ท่านทำมือด้วย
    'เอ้าๆ ขึ้น...ขึ้น...ขึ้น...'
    ท่านอาจารย์ทำมืออย่างนี้ ขึ้นจริงๆ เด็กคนนั้นนะ ตัวลอยขึ้นๆ ...แต่สูงขนาดนี้...นี่ละพลังของจิตที่ท่านอาจารย์มั่นว่า      'พลังของจิตท่านลีนี่ดีมาก'...ฟังสิ! พลังของจิตดีมาก นี่ละ พลังเป็นอย่างนี้ แล้วพอเด็กนี้ลงแล้ว ทางท่านอาจารย์เฟื่องก็คิดมั่นใจว่า
    'ยังไงท่านก็จะให้เราขึ้นคราวนี้ เราจะไม่ยอมขึ้น วันนี้ฝืนกัน'
    แล้วก็จริงๆ สักเดี๋ยวท่านอาจารย์ลีก็ว่า 'เอ้า เฟื่อง' ท่านเฟื่องปรารถในใจ 'ว่าแล้ว' ทางท่านอาจารย์ลีนั้นว่า 'เอ้าๆ ขึ้นๆ' ท่านอาจารย์เฟื่องว่า
    'มันจะขึ้นจริงๆ หว่า ! สู้ท่านไม่ได้ เราไม่ให้ขึ้นนะสิ แต่มัน...อันนี้มันโยกแล้ว มันแปลกๆ แล้ว' ท่านว่า
    'เราก็สู้ๆ แต่สู้อย่างไรก็...'
    อย่าให้พูดเถอะ (ขำ) ไอ้เรื่องแพ้อย่ามาพูดเลย คือเรื่องแพ้ท่านอาจารย์ลี ท่านเฟื่องว่า
    'อีกนิดหนึ่งนะ... ลงเลยนั่น หัวคะมำ ถ้าสมมุติว่าก้นเราไม่ขึ้น หัวเราต้องคะมำ'
    ท่านว่าอย่างนั้นนะ นั่นนะ เห็นไหม นั่นไม่ใช่เล่นนะ พอเสร็จแล้ว แล้วท่านก็ยืนอยู่นะ พอเห็นทางนั้นขยุกขยิกๆ มันจะขึ้นแต่ไม่ขึ้นนี่นะ พอเสร็จแล้วท่านก็หยุด พอหยุดแล้วก็นั่งละ
    'โอ๊ย ดื้อ' (หลวงตาพูดอย่างขบขัน) ท่านอาจารย์ลีพูดอย่างนี้ ท่านไม่พูดมาก 'เฮ้ย ดื้อ' (ขำ) ผมยังไม่ลืมอยู่นะ ท่านเฟื่องว่าท่านอาจารย์ลีมียิ้มอยู่บ้างนิดหนึ่ง
    นี่ละเรื่องพลังจิต อันนี้ก็จะเป็นได้บางราย...เพราะเป็นเรื่องภายนอก ใช้ภายนอกต่างหาก ตามแต่จริตนิสัยของใครที่จะใช้ในทางไหน ไม่ใช่หลักของศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลนิพพานจริงๆ อันนั้นเป็นหลักเพื่อจะละจะถอนกิเลส...
    กำลังจิตอันนี้มันเป็นเครื่องใช้แล้วแต่ใครจะมีนิสัยวาสนาไปทางไหน เช่นเหาะเหินเดินฟ้าดำดินบินบน ที่ท่านแสดงไว้ในอภิญญา ๖ หรือวิชชา ๓..."