รักคำสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต
    เพื่อมุ่งหน้าออกปฏิบัติกรรมฐานตามคำสัตย์ที่ตั้งไว้ ท่านจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาโอกาสกราบลาพระเถระผู้ใหญ่ (พระเถระผู้ใหญ่ผู้เป็นอาจารย์สอนท่านทางปริยัติ คือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร) ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๙ ท่านเป็นผู้จัดการและเป็นครูสอนนักธรรมและบาลีในสำนักเรียนวัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๓ เป็นผู้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมและเป็นครูในสำนักเรียนวัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นผู้จัดการศึกษาแขนงต่างๆ ในสำนักเรียนวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กทม. พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๑๗ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กทม.) อาจารย์ของท่าน แม้พระเถระผู้ใหญ่ซึ่งเมตตาหวังอนุเคราะห์ให้ท่านศึกษาปริยัติต่ออีก ด้วยเห็นว่าในสมัยนั้นพระภิกษุที่มีความรู้ระดับมหาเปรียญมีน้อยมาก แต่ท่านได้เคยพิจารณาแล้วว่า
    "...ความรู้ระดับมหา ๓ ประโยคนี้ ก็เพียงพอแล้วกับการจะออกปฏิบัติกรรมฐานวิชาความรู้ขนาดเป็นมหาแล้วย่อมไม่จนตรอกจนมุมง่ายๆ ..."
    และอีกประการหนึ่ง ท่านยังคงระลึกถึงความสัตย์ที่เคยตั้งต่อตนเองไว้ว่า
    "...ฝ่ายบาลีขอให้จบเพียงเปรียญ ๓ ประโยคเท่านั้น ส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้นก็ไม่ถือเป็นปัญหา... แล้วจะออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียว จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาด..."
    ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงพยายามคิดหาทางหลีกออกเพื่อปฏิบัติให้ได้ เผอิญในระยะนั้นพระเถระอาจารย์ของท่านรับนิมนต์ไปต่างจังหวัด ท่านจึงถือโอกาสนั้นเข้านมัสการกราบลาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) (พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นเจ้าอาวาสวัดสุปัฎนาราม จ.อุบลราชธานี พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กทม. พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๙๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กทม.) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสในขณะนั้น ท่านก็ยินดีอนุญาตให้ไปได้ เหตุการณ์ในตอนนั้นท่านเล่าไว้ดังนี้
    "...บุญกรรมก็ช่วยด้วยนะ ผู้ใหญ่ท่านไม่อยากให้ออก ท่านห้ามไว้เลยเทียว... ยังไม่ให้ออก... ให้เรียนจบได้เปรียญ ๖ ประโยคเสียก่อน จึงค่อยออก
    แต่เรายังไงก็ไม่อยู่ แต่จะหาออกด้วยมารยาทอันดีงามเท่านั้นเอง สบโอกาสเมื่อไรแล้วเราจะออก พอดีท่านไปต่างจังหวัดละซิ นั่นละโอกาสมันก็เหมาะ พอท่านไปต่างจังหวัดพั้บ เราก็ปั๊บออกเลย..."